<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สรุป Archives - KarnLab</title>
	<atom:link href="https://karnlab.com/tag/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://karnlab.com/tag/สรุป/</link>
	<description>Blog รีวิว หนังสือ เขียนโปรแกรม นานาสาระ</description>
	<lastBuildDate>Sat, 14 Nov 2020 08:02:39 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.1</generator>

<image>
	<url>https://karnlab.com/wp-content/uploads/2017/12/Logo-150x150.png</url>
	<title>สรุป Archives - KarnLab</title>
	<link>https://karnlab.com/tag/สรุป/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ – Super Productive</title>
		<link>https://karnlab.com/review-super-productive-2/</link>
					<comments>https://karnlab.com/review-super-productive-2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 14 Nov 2020 08:02:39 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รีวิวหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[Productive]]></category>
		<category><![CDATA[รวิศ หาญอุตสาหะ]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิว]]></category>
		<category><![CDATA[สรุป]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://wiki-m.com/?p=4077</guid>

					<description><![CDATA[<p>จัดกการตัวเอง ถ้าคิดจะทำอะไรใหม่ๆ อย่าคิดเยอะ ถ้าคุณอยากทำอะไรจริงๆ คุณจะมีเวลาทำมันเสมอ อยากทำอะไรก็ทำเถอะ อย่ารอให้แก่แล้วมาคิดว่า “ถ้ารู้งี้” หยุดกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นคิดกับคุณ เรามักซีเรียสกับเรื่องที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับตัวเรามากเกินไป ความกลัวนี้ทำให้เราไม่สามารถทำในสิ่งที่เราอยากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เวลาเครียดให้เราหายใจเข้า-ออก ลึกๆ / สร้าง self-awareness หาปรัชญาในการดำเนินชีวิตผ่านคำถามต่อไปนี้ &#8211; อะไรคือความเชื่อที่อยู่ในตัวเรา / [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://karnlab.com/review-super-productive-2/">สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ – Super Productive</a> appeared first on <a href="https://karnlab.com">KarnLab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="750" height="1000" src="https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ-–-Super-Productive-1-1.jpg" alt="สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ – Super Productive 1" class="wp-image-4066" srcset="https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ-–-Super-Productive-1-1.jpg 750w, https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ-–-Super-Productive-1-1-225x300.jpg 225w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /><figcaption>สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ – Super Productive 1</figcaption></figure>



<ul class="wp-block-list"><li>จัดกการตัวเอง<ul><li>ถ้าคิดจะทำอะไรใหม่ๆ อย่าคิดเยอะ<ul><li>ถ้าคุณอยากทำอะไรจริงๆ คุณจะมีเวลาทำมันเสมอ</li></ul><ul><li>อยากทำอะไรก็ทำเถอะ อย่ารอให้แก่แล้วมาคิดว่า “ถ้ารู้งี้”</li></ul></li></ul><ul><li>หยุดกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นคิดกับคุณ<ul><li>เรามักซีเรียสกับเรื่องที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับตัวเรามากเกินไป</li></ul><ul><li>ความกลัวนี้ทำให้เราไม่สามารถทำในสิ่งที่เราอยากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ</li></ul><ul><li>เวลาเครียดให้เราหายใจเข้า-ออก ลึกๆ / สร้าง self-awareness</li></ul><ul><li>หาปรัชญาในการดำเนินชีวิตผ่านคำถามต่อไปนี้ &#8211; อะไรคือความเชื่อที่อยู่ในตัวเรา / ใครมึคุณสมบัติตรงกับสิ่งที่เราเชื่อ / คำพูดหรือปัชญาไหนที่เราชอบ</li></ul></li></ul><ul><li>เข้าใจนิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง<ul><li>หนังสือ – Wait But Why</li></ul><ul><li>เรื่องราวของลิงและกัปตันเรือ</li></ul></li></ul><ul><li>แรงจูงใจในการทำงาน<ul><li>หนังสือ – How will you measure your life</li></ul><ul><li>Hygiene Factors / Motivation Factors</li></ul></li></ul><ul><li>ทำอย่างไรจึงจะเป็นคนที่เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต<ul><li>ทันทีที่มหาวิทยาลัยพิมพ์ในปริญญาให้เรา เรื่องที่เรียนมาก็ล้าสมัยไปแล้ว</li></ul><ul><li>Self-directed Learner<ul><li>เรียนได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมีใครมาเคี่ยวเข็ญ</li></ul><ul><li>วิเคราะห์ได้ว่าต้องเรียนเรื่องอะไร เพราะอะไร</li></ul><ul><li>มีเป้าหมายที่ชัดเจน</li></ul><ul><li>รู้จักทรัพยากรในการเรียนรู้</li></ul><ul><li>เลือกกลยุทธ์ในการเรียน</li></ul></li></ul><ul><li>Growth Mindset</li></ul><ul><li>การตั้งเป้าหมายแบบ SMART</li></ul></li></ul><ul><li>รู้กว้าง vs รู้ลึก<ul><li>ขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่เราทำว่าต้องการแบบไหน</li></ul></li></ul><ul><li>การรู้จัดตัวเองคือทักษะที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 21<ul><li>เข้าใจตัวเองด้วยตนเอง</li></ul><ul><li>การที่เรารู้ว่าคนอื่นคิดกับเรายังไง ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้จักตัวเอง</li></ul><ul><li>คนที่มี Self-Awareness สูงมากๆ จะมีสิ่งที่เรียกว่า Love Critics คือผู้ที่วิจารณ์หรือแนะนำด้วยความหวังดี</li></ul><ul><li>ผู้นำที่อ่อนน้อมถ่อมตน เข้าใจตนเอง รู้หน้าที่ของตัวเองสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณเติบโตได้รวดเร็วมากขึ้น</li></ul></li></ul><ul><li>ความสำคัญของ Deep Work<ul><li>สำหรับคนส่วนใหญ่ ช่วงเวลาที่สามารถ Deep Work ได้ดีที่สุดคือ 3-5 ชั่วโมงหลังจากตื่นนอน</li></ul><ul><li>เราต้องใช้เวลาช่วง Deep Work ให้คุ้มค่าที่สุด โดยที่เราต้องเอางานที่สำคัญที่สุดมาทำในช่วงเวลานี้</li></ul><ul><li>เคล็ดลับในการสร้าง Deep Work<ul><li>นอนให้พอ</li></ul><ul><li>ออกกำลังกายแบบสั้นๆ</li></ul><ul><li>พักผ่อนระหว่างการทำงานด้วย</li></ul><ul><li>ปิดเครื่องมือสื่อสารเวลาที่ต้องการสมาธิ</li></ul><ul><li>นั่งสมาธิก็ช่วยได้</li></ul></li></ul></li></ul><ul><li>ภาวะหมดไฟแบบปลอมๆ<ul><li>เช็คอาการ Phantom Burnout<ul><li>การทำงานติดต่อกันนานๆ ทำให้เราล้าได้ (พักผ่อนบ้าง)</li></ul><ul><li>งานเดิม แต่เปลี่ยนมุมมองใหม่ (เพิ่มสีสันในการทำงาน)</li></ul></li></ul></li></ul><ul><li>สามกระบวนท่าในการตัดสินใจ<ul><li>การตัดสินใจเชิงโต้ตอบ – การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (ไม่ดี)</li></ul><ul><li>การตัดสินใจเชิงรุก – วางแผนสิ่งที่เราจะต้องทำ (ทำให้เรามีเวลาคิดมากขึ้น)</li></ul><ul><li>การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ &#8211; มองเป้าหมายและภาพในอนาคตในอีกหลายปีข้างหน้า</li></ul></li></ul><ul><li>คำถามที่ใช่<ul><li>การตั้งคำถามให้ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเราตั้งคำถามผิด คำตอบที่ได้ก็จะผิดตามไปด้วย<br><br></li></ul></li></ul></li><li>จัดการธุรกิจ<ul><li>Rethink / Reframe / Refocus<ul><li>Zoom Out-In มองอนาคตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า แล้วมองว่าในอีก 6-12 เดือนนี้ เราสามรถทำอะไรได้บ้าง</li></ul><ul><li>Innovation – คนเราสามารถล้มเหลวได้ แต่ล้มเหลวแล้วต้องเรียนรู้ / ความรู้ที่ดีที่สุดเกิดจากการลงมือทำ</li></ul><ul><li>Transformation – การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าใครอยากเปลี่ยนและใครไม่อยากเปลี่ยน แล้วหาทางที่สบายใจทั้งสองฝ่าย (หักดิบเปลี่ยนไปเลยก็ไม่ดี) / เราต้องเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ถูกต้องด้วย</li></ul></li></ul><ul><li>กระดุมเม็ดแรก<ul><li>หนังสือ Zero to One</li></ul><ul><li>การพัฒนาแนวราบ &#8211; ต่อยอดไอเดียที่มีอยู่แล้ง</li></ul><ul><li>การพัฒนาแนวดิ่ง &#8211; สร้างสิ่งที่ไม่เคยมีให้เกิดขึ้น</li></ul><ul><li>เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไหม? / เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ไหม? / เราจะเปลี่ยนไหม? / แล้วบริบทที่เหมาะสมคืออะไร?</li></ul><ul><li>Start-up ที่ประสบความสำเร็จ – เข้ามาในตลาดที่ถูกต้อง ด้วยสินค้าที่ถูกต้อง ในเวลาที่ถูกต้อง</li></ul><ul><li>โลกของเรายังมีปัญหาและความไร้ประสิทธิภาพที่รอการแก้ไขอีกมากมาย</li></ul><ul><li>เริ่มเล็กๆ ค่อยๆ ขยาย<br><br></li></ul></li></ul><ul><li>การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง<ul><li>ต้องเริ่มต้นจากประสบการณ์ของลูกค้าก่อน แล้วค่อยมาคิดถึงเรื่องเทคโนโลยี</li></ul></li></ul><ul><li>ขยาดได้ / ขยายไม่ได้ (?)</li></ul><ul><li>ทำธุรกิจเก่าแก่ให้กลับมายิ่งใหญ่<ul><li>ปัญหาคือคนส่วนใหญ่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร แต่ไม่สามารถตอบโจทย์เป้าหมายขององค์กรได้</li></ul><ul><li>ถ้าคนในองค์กรบอกว่าพวกเราไม่มีปัญหา ทั้งๆ ที่องค์กรกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ นั่นคือ ปัญหาที่ใหญ่สุด</li></ul><ul><li>แนวคิดจาก Levi’s<ul><li>อะไรคือแก่นที่ทำให้ธุรกิจมีกำไร</li></ul><ul><li>ขยายธุรกิจส่วนที่มีกำไร</li></ul><ul><li>ควบคุมห่วงโซ่อุปทาน (มีโรงงานและหน้าร้านเป็นของตัวเอง)</li></ul><ul><li>เพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย (ทำให้ผลการดำเนินการดีขึ้น)</li></ul></li></ul></li></ul><ul><li>วัฒนธรรมองค์กรวัดค่าอย่างไร<ul><li>แรงจูงใจในวัฒนธรรมองค์กรที่ดี<ul><li>ทำงานแล้วสนุก</li></ul><ul><li>ทำงานแล้วมีเป้าหมาย</li></ul><ul><li>ทำงานแล้วเพิ่มศักยภาพในตัวเอง</li></ul></li></ul><ul><li>แรงจูงใจในวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ดี<ul><li>ทำงานแล้วเครียด/กดดัน</li></ul><ul><li>ทำงานแล้วไม่คุ้มค่าแรงที่ได้</li></ul><ul><li>ทำงานแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น</li></ul></li></ul></li></ul><ul><li>วัฒนธรรมองค์กร อดีต / วันนี้ / อนาคต<ul><li>สภาพแวดล้อมการทำงานต้องให้ความรู้สึกปลอดภัย</li></ul><ul><li>โฟกัสที่การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง</li></ul></li></ul><ul><li>รับมือฟีดแบ็คด้านลบบนโซเชียลมีเดีย<ul><li>ตอบกลับอย่างรวดเร็ว</li></ul><ul><li>ขอโทษอย่างจริงใจ</li></ul><ul><li>หาปัญหาที่แท้จริงอย่างใจเย็น</li></ul><ul><li>เปลี่ยนการสื่อสารจาก Online เป็น Offline</li></ul><ul><li>ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่คำขอโทษ</li></ul></li></ul><ul><li>ธุรกิจคือเรื่องเล่า<ul><li>(เปรียบเทียบมนุษย์กับลิงชิมแปนซี)</li></ul><ul><li>การสร้าง Story สำหรับธุรกิจ<ul><li>ใครคือคนฟัง</li></ul><ul><li>ประสบการณของเรา</li></ul><ul><li>หัวใจของเรื่องที่อย่างจะเล่า</li></ul><ul><li>ทำทุกอย่างให้เข้าใจง่าย<br><br></li></ul></li></ul></li></ul></li><li>จัดการทีม<ul><li>การบริหารจัดการความเครียดของทีม<ul><li>สิ่งที่สำคัญในการทำงาน คือ คิด เขียน กลยุทธ์ และ การสื่อการ</li></ul><ul><li>รู้ว่างานไหนที่สำคัญจริงๆ</li></ul><ul><li>อย่าให้ปริมาณงานเยอะเกินไป</li></ul><ul><li>อย่าให้เวลาการทำงานถูกขัดจังหวะบ่อยๆ</li></ul><ul><li>ไม่ประชุมอย่าไร้ประโยชน์</li></ul><ul><li>ใช้อุปกรณ์สื่อสารอย่างมีขอบเขต</li></ul><ul><li>หลังจากได้รับงานมาแล้ว ต้องมีการวางแผน<ul><li>กำหนดหน้าที่ให้ลูกทีมแต่ละคน</li></ul><ul><li>บอกสิ่งที่คาดหวังอย่างชัดเจน</li></ul><ul><li>มอบหมายงานให้ถูกคน</li></ul></li></ul></li></ul><ul><li>ทำไมคนคนเดียวถึงทำลายทีมของคุณได้<ul><li>คนที่มี Good-Mindset 10 คน ไม่สามารถเปลี่ยนคนที่มี Bad-Mindset 1 คน</li></ul><ul><li>แต่คนที่มี Bad-Mindset 1 คน สามารถเปลี่ยนคนที่มี Good-Mindset 10 คน</li></ul></li></ul><ul><li>จะรับมือกับคน Toxic ในที่ทำงานอย่างไร<ul><li>หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา</li></ul><ul><li>ต้องให้ Feedback ตรงๆ และให้โอกาสในการเปลี่ยนแปลง</li></ul><ul><li>อธิบายถึงผลที่ตามมา หากเขายังไม่แก้ไข</li></ul><ul><li>เก็บบันทึกหลักฐานความเสียหาย</li></ul><ul><li>แยกคนที่ Toxic ออกจากคนอื่น</li></ul></li></ul><ul><li>เรื่องคนสำคัญที่สุด<ul><li>คุณไม่สามารถสอนอะไรใครได้ แต่คุณสามารถกระตุ้นการเรียนรู้ของเขาได้</li></ul><ul><li>โค้ชชิ่งคืองานหลักอย่างหนึ่งของหัวหน้า</li></ul><ul><li>เทคนิคโคชชิ่ง – Ask / Listen / Empathize</li></ul></li></ul><ul><li>การให้เกียรติก็เหมือนอากาศ<ul><li>ให้เกียรติกับคนทุกคน</li></ul></li></ul><ul><li>จะหาคนคุณภาพ ต้องออกแบบการสัมภาษณ์<ul><li>จุดประสงค์ของการหาคนมาทำงาน คือ หาคนที่เข้ากับองค์กรทั้งในเรื่องความสามารถ ความเชื่อ และ วิธีการทำงาน</li></ul><ul><li>ตัวอย่างคำถาม เกี่ยวกับคุณค่า<ul><li>ใครคือคนที่เป็นแบบอย่าง และเพราะอะไร?</li></ul><ul><li>อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดที่เคยเจอมาก และผ่านมันไปได้อย่างไร?</li></ul><ul><li>เวลาที่เราล้มเหลว เราจัดการความคิดด้านลบนั้นอย่างไร?</li></ul><ul><li>ช่วงเวลาที่เราไม่รู้ว่าชีวิตจะเดินไปทางไหนต่อ ในช่วงเวลานั้นเราทำอย่างไร?</li></ul><ul><li>ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ คุณอยากเป็นเจ้าของกิจการอะไร และเพราะอะไร?</li></ul></li></ul><ul><li>ตัวอย่างคำถาม เกี่ยวกับการทำงาน<ul><li>งานแรกของคุณคืออะไร และมันสอนอะไรคุณบ้าง?</li></ul><ul><li>ตอนเวลาว่างคุณทำอะไรบ้าง</li></ul></li></ul></li></ul><ul><li>พลวัตของความสุข<ul><li>ความสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้เรามีความสุขและแข็งแรงมากขึ้น<ul><li>ความสัมพันธ์ทางสังคมมีผลต่อเรามาก</li></ul><ul><li>คุณภาพของความสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญ</li></ul><ul><li>ความสัมพันธ์ที่ดีช่วยปกป้องสมองของเราได้</li></ul></li></ul></li></ul><ul><li>เพื่อนกัน<br><br></li></ul><ul><li>ข้อคิดจากหนังสือ – Super Productive (รวิศ หาญอุตสาหะ)<ul><li>เรามักจะเสียใจกับเรื่องที่เราไม่ได้ทำ มากกว่า เรื่องที่เราทำไปแล้วแต่ล้มเหลว</li></ul><ul><li>ทุกคำล้อเล่นจากเพื่อน มีความจริงอยู่ครึ่งหนึ่งเสมอ</li></ul><ul><li>เส้นทางที่พาเรามาจนถึงวันนี้ เกิดขึ้นจากหลายๆ เหตุการณ์<br>(ไม่ใช่พอมีเหตุการณ์ใหญ่หนึ่งครั้ง แล้วชีวิตเราจะเปลี่ยนทันที)</li></ul><ul><li>อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง</li></ul><ul><li>เราเห็นโลกในแบบที่เราเป็น ไม่ใช่แบบที่โลกมันเป็นจริงๆ</li></ul><ul><li>เมื่อเราทุ่มเทพลังไปกับเรื่องที่เราถนัด ผลลัพธ์จะออกมาดี</li></ul><ul><li>การลงทุนกับตัวเองเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด</li></ul><ul><li>วินัย สำคัญกว่า พรสวรรค์</li></ul><ul><li>เลือกคนที่อยู่รอบตัวให้ดี</li></ul><ul><li>ควรศึกษาเรื่องการบริหารเวลาและบริหารเงินตั้งแต่เริ่มทำงาน</li></ul><ul><li>อย่าหวังอะไรใหม่ๆ จากพฤติกรรมเก่าๆ</li></ul><ul><li>สะสมเรื่องราวมากกว่าสิ่งของ</li></ul><ul><li>ชื่อเสียง และ ความน่าเชื่อถือ เป็นสองสิ่งที่สร้างยากที่สุด<br><br></li></ul></li></ul></li></ul>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" src="https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E2%80%93-Super-Productive-2.jpeg" alt="สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ – Super Productive 2" class="wp-image-4067"/><figcaption>สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ – Super Productive 2</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" src="https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E2%80%93-Super-Productive-3.jpeg" alt="สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ – Super Productive 3" class="wp-image-4068"/><figcaption>สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ – Super Productive 3</figcaption></figure>
<p>The post <a href="https://karnlab.com/review-super-productive-2/">สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ – Super Productive</a> appeared first on <a href="https://karnlab.com">KarnLab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://karnlab.com/review-super-productive-2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ &#8211; คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น</title>
		<link>https://karnlab.com/review-how-to-work-like-german-japan/</link>
					<comments>https://karnlab.com/review-how-to-work-like-german-japan/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 14 Nov 2020 08:00:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รีวิวหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิว]]></category>
		<category><![CDATA[ลงมือทำ]]></category>
		<category><![CDATA[สรุป]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[เยอรมัน]]></category>
		<category><![CDATA[แนวคิด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://wiki-m.com/?p=4072</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนเป็นชาวญี่ปุ่นที่โอกาสไปทำงานที่บริษัท (ธนาคาร) แห่งหนึ่งในเยอรมัน และนี่คือเรื่องราวที่เขาเปรียบสไตล์การทำงานของคนเยอรมันและคนญี่ปุ่น บางข้อผมคิดว่าสามารถปรับใช้ที่ไทยได้ดี แต่บางข้อผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร บทที่ 1 – แนวคิดพื้นฐาน ทำไมสถานีรถไฟที่เยอรมันมีเสียงประกาศน้อย บางครั้งคนญี่ปุ่นสร้างกฎระเบียบไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ เราสร้างกฎขึ้นมาแล้วก็แค่ปฏิบัติตาม พอทำตามแล้วก็สบายใจ แต่เราไม่เคยพูดคุยกันเลยว่า กฎนี้เข้ากับสภาพแวดล้อมสังคมหรือไม่? ทำไมต้องสร้างกฎนี้ขึ้นมา? กฎนี้เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง “การทำงานไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว” [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://karnlab.com/review-how-to-work-like-german-japan/">สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ &#8211; คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น</a> appeared first on <a href="https://karnlab.com">KarnLab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ผู้เขียนเป็นชาวญี่ปุ่นที่โอกาสไปทำงานที่บริษัท (ธนาคาร) แห่งหนึ่งในเยอรมัน และนี่คือเรื่องราวที่เขาเปรียบสไตล์การทำงานของคนเยอรมันและคนญี่ปุ่น บางข้อผมคิดว่าสามารถปรับใช้ที่ไทยได้ดี แต่บางข้อผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="750" height="1000" src="https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปหนังสือ-คิดแบบเยอรมัน-ลงมือทำแบบญี่ปุ่น-1-1.jpg" alt="สรุปหนังสือ - คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น 1" class="wp-image-4069" srcset="https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปหนังสือ-คิดแบบเยอรมัน-ลงมือทำแบบญี่ปุ่น-1-1.jpg 750w, https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปหนังสือ-คิดแบบเยอรมัน-ลงมือทำแบบญี่ปุ่น-1-1-225x300.jpg 225w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /><figcaption>สรุปหนังสือ &#8211; คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น 1</figcaption></figure>



<ul class="wp-block-list"><li>บทที่ 1 – แนวคิดพื้นฐาน<ul><li>ทำไมสถานีรถไฟที่เยอรมันมีเสียงประกาศน้อย<ul><li>บางครั้งคนญี่ปุ่นสร้างกฎระเบียบไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ เราสร้างกฎขึ้นมาแล้วก็แค่ปฏิบัติตาม พอทำตามแล้วก็สบายใจ แต่เราไม่เคยพูดคุยกันเลยว่า กฎนี้เข้ากับสภาพแวดล้อมสังคมหรือไม่? ทำไมต้องสร้างกฎนี้ขึ้นมา? กฎนี้เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?</li></ul></li></ul><ul><li>ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง<ul><li>“การทำงานไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว” คนเยอรมันยืดหยุ่นกับการทำงานค่อนข้างมาก พวกเขาขอแค่ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จก็พอ</li></ul></li></ul><ul><li>ความคิด “พึ่งพาตนเอง เป็นอิสระ”<ul><li>หัวหน้าควรปล่อยให้ลูกทีมคิดเองบ้าง และไม่ต้องให้ลูกทีมรายงานทุกสิ่งอย่าง สภาพแวดล้อมที่ให้ความสำคัญกับอิสระ เป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในการเพิ่ม Productivity</li></ul></li></ul><ul><li>เทคนิคหลุดพ้นจากอิทธิพลของคนรอบข้าง<ul><li>คนญี่ปุ่นเชื่อว่า “ทำตัวเด่น จะเป็นภัย” แต่คนเยอรมันเชื่อว่า “ไม่ทำตัวเด่น ไม่มีใครเห็นค่า”</li></ul><ul><li>ขงจื่อเคยกล่าวไว้ว่า “สุภาพชนปรองดองแต่ไม่คล้อยตาม คนต่ำช้าคล้อยตามแต่ไม่ปรองดอง”</li></ul></li></ul><ul><li>ก่อนจะทำตามคนอื่น ลองตั้งคำถามดูบ้าง</li></ul><ul><li>ฉันควรให้ความสำคัญกับอะไร</li></ul><ul><li>คนเยอรมันเลือกทางเดินชีวิตตั้งแต่ 10 ขวบ<ul><li>คนเยอรมันมี Productivity สูง เพราะระบบการศึกษาและระบบการเข้าทำงาน ถ้านักศึกษารู้ว่าตัวเองเหมาะกับงานหรือบริษัทใดตั้งแต่เนิ่นๆ มันจะช่วยลดโอกาส “เลือกทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ” หรือ “ไม่มีกะจิตกะใจทำงาน”</li></ul></li></ul><ul><li>เด็กเยอรมันถูกปลูกฝังให้พึ่งพาตนเอง<ul><li>สิ่งหนึ่งที่คนเยอรมันไม่ทำคือ “ตีลูก”</li></ul><ul><li>ถ้าลูกทำผิด พ่อแม่จะตักเตือนทันทีว่า “ทำไมถึงทำแบบนั้น” หรือ “ทำไม่ไม่ทำแบบนี้”</li></ul><ul><li>เด็กเยอรมันจัดการเวลาของตัวเองได้อย่างอิสระ โรงเรียนสอนเฉพาะช่วงเช้า พอช่วงบ่าย เด็กแต่ละคนจะมีเวลาทำสิ่งที่ตัวเองชอบ จะเล่นกีฬา อ่านหนังสือ หรืองานอดิเรกก็ได้</li></ul><ul><li>ระบบการศึกษาแบบนี้ช่วยให้เด็กคิดเองและทำเองเป็น</li></ul><ul><li>เข้มงวดในเรื่องที่ควรเข้มงวด แต่ก็รู้จักยืดหยุ่น</li></ul></li></ul><ul><li>วิธีใช้เงินของคนญี่ปุ่นและเยอรมัน<ul><li>คนญี่ปุ่นพยายามหาซื้อของ 100 เยน ในราคา 80 เยน</li></ul><ul><li>คนเยอรมันจะไม่ซื้อของราคา 100 เยน แต่จะหาของดีในราคา 120 เยน (คนเยอรมันสนใจคุณภาพมากกว่าราคา)</li></ul></li></ul><ul><li><strong>ทุ่มเทเงินและเวลาเพื่อพัฒนาระบบ *</strong><strong></strong><ul><li>(ข้อนี้ผมเห็นด้วยมาก)</li></ul><ul><li>คนเยอรมันชอบสร้างระบบ และนำไปใช้งานอย่างเต็มที่ พวกเขาทุ่มเทนเงินทองและเวลาเพื่อสร้างระบบโดยไม่เสียดาย ผมเชื่อว่าพวกเขามี Productivity สูงเพราะเรื่องนี้ด้วย<br><br></li></ul></li></ul></li><li>บทที่ 2 – วิธีการสื่อการ<ul><li><strong>แค่พูดอย่างไม่ลังเลก็เพิ่ม </strong><strong>Productivity ได้ *</strong><ul><li>การทักทายกันบ่อยๆ ช่วยให้เพื่อนร่วมงานสนิทกันมากขึ้น (และทำให้กล้าที่จะคุยเรื่องงานกันมากขึ้นด้วย)</li></ul></li></ul><ul><li><strong>ไม่ใช่คำว่า ”ด่วนที่สุด” *</strong><strong></strong><ul><li>อยากให้เปลี่ยนจากคำว่า “ด่วนที่สุด” เป็นระยะเวลาที่สามารถวัดได้ เช่น ภายในเย็นนี้ ภายในเช้าวันพรุ่งนี้</li></ul><ul><li>แล้วต้องพิจารณาด้วยว่า “ด่วนที่สุด” มันเป็นเรื่องเร่งด่วนจริงๆ หรือเปล่า</li></ul><ul><li>ถ้าเราอธิบายด้วยคำพูดที่ชัดเจนและลงรายละเอียดให้อีกฝ่ายเข้าใจ วิธีนี้ช่วยเพิ่ม Productivity ได้</li></ul></li></ul><ul><li><strong>คิดเสียว่าถามฟรี *</strong><strong></strong><ul><li>สังคมญี่ปุ่นมองว่าการเอาใจใส่ การเดาใจคนอื่น และการเห็นอกเห็นใจเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง</li></ul><ul><li>คนที่เดาความรู้สึกอีกฝ่าย หรือ สิ่งที่แผฝอยู่ในคำพูดได้อย่างคล่องแคล่ว จะได้รับคำชมว่ามีไหวพริบ</li></ul><ul><li>เหล่านี้คือความคิดอันน่าทึ่งของคนญี่ปุ่น จิตวิญญาณในการบริการแบบญี่ปุ่นจึงประสบความสำเร็จสูงมาก</li></ul><ul><li>** แต่ในแวดวงธุรกิจ การเดาใจคนอื่นมากเกินไปจะขัดขวางประสิทธิภาพการทำงาน</li></ul><ul><li>** แล้วทำอย่างไรถึงจะไม่ต้องอ่านใจคนอื่น? คำตอบง่ายๆ คือ ถ้าไม่รู้ก็แค่ถาม</li></ul><ul><li>** ถามทันทีเมื่อไม่เข้าใจ (ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนตำหนิ คิดเสียว่าถามฟรี)</li></ul></li></ul><ul><li>เทคนิคเลิกเดาใจคน<ul><li>พูดให้มากขึ้น</li></ul></li></ul><ul><li>ไม่ “โฮเร็นโซ” โดยเปล่าประโยชน์<ul><li>โฮเร็นโซ คือ วิธีการทำงานแบบญี่ปุ่น<ul><li>โฮ = การรายงาน</li></ul><ul><li>เร็น = การแจ้งข้อมูล</li></ul><ul><li>โซ = การปรึกษา</li></ul><ul><li>เมื่อนำมารวมกันมีความหมายว่า การรายงานความคืบหน้าของงานให้หัวหน้ารู้โดยไม่ต้องรอให้ถาม</li></ul></li></ul><ul><li>ไม่ใช่แค่หัวหน้า ผู้บริหาร รวมถึงเจ้าของ ก็จะเดินไปทั่วบริษัทและทักทายพนักงาน</li></ul><ul><li>ก่อนกลับบ้าน หัวหน้าก็จะเดินไปทั่วบริษัทเหมือนตอนเช้า และพูดคุยสั้นๆ กับลูกทีมเสมอ</li></ul></li></ul><ul><li><strong>เมื่อทำผิดพลาด ต้องคิดว่า “ครั้งต่อไปจะทำอย่างไร” *</strong><strong></strong><ul><li>เวลาเกิดเรื่องผิดพลาด ถ้าเราไม่ขอบคุณคนที่มารายงาน จะไม่มีใครกล้ารายงานเรื่องไม่ดี</li></ul><ul><li>ถ้าเรามัวแต่คิดหาเหตุผลที่ทำไม่ได้ มันจะกลายเป็นการทวงถามความรับผิดชอบหรือวิพากษ์วิจารณ์</li></ul><ul><li>เมื่อโทษว่าเป็นความผิดส่วนบุคคล ต่อไปลูกทีมจะไม่กล้าตัดสินใจเอง เพราะกลัวความผิดพลาด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่ม Productivity ภายในบริษัท</li></ul></li></ul><ul><li>หยุดเขียนอีเมลถามไปถามมาไม่จบสิ้น<ul><li>สำหรับเรื่องที่สำคัญ เราควรคุยปรึกษากันทางโทรศัพท์ หรือเดินเข้าไปคุยกันโดยตรง จะได้ประสิทธิภาพกว่า</li></ul></li></ul><ul><li>อย่าประชุมแบบตัดสินใจไม่ได้ (ไม่มีข้อสรุป)</li></ul><ul><li>สังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานเพื่อให้งานราบรื่น</li></ul><ul><li>เสริมความแข็งแกร่งของการสื่อสารแนวนอน</li></ul><ul><li>พูดคำที่เขาใช้กัน<br><br></li></ul></li><li>บทที่ 3 – วิธีบริหารเวลา<ul><li>เวลาสามารถบริหารได้<ul><li>การตรงต่อเวลาเป็นเรื่องสำคัญ – ทั้งคนเยอรมันและคนญี่ปุ่นจะมาก่อนเวลานัด 5-10 นาที</li></ul></li></ul><ul><li>ลองคิดว่า “การทำงานล่วงเวลาไม่ใช่สิ่งที่ดี”<ul><li>คนเยอรมันชื่อชมคนที่มีผลงาน แต่ถ้ามีใครทำงานล่วงเวลาเป็นประจำ เขาจะโดนสงสัยเรื่องวิธีทำงานทันที</li></ul><ul><li>ถ้าคุณโอ้อวดว่าตัวเองทำงานหนักจนไม่ได้นอนแบบคนญี่ปุ่น คุณจะถูกคนเยอรมันมองว่าทำงานไม่เป็น</li></ul><ul><li>คนที่ทำงานได้นานหลายชั่วโมงหรือคนที่ยุ่งมากๆ ในญี่ปุ่นจะมีภาพลักษณ์ที่น่านับถือ แต่คนยุโรปกลับมองว่าพวกเขาเป็นคนที่ไร้ความสามารถ (บริหารเวลาไม่เป็น)</li></ul></li></ul><ul><li>อย่าเสียเวลาเขียนอีเมลนาน<ul><li>ไม่ต้องเสียเวลาเขียนเกริ่นนำยืดยาว เขียนประเด็นที่ต้องการได้เลย</li></ul></li></ul><ul><li>วิธีใช้เวลาพักแบบคนเยอรมัน<ul><li>ให้ความสำคัญกับตอนนี้และจงสนุกอยู่กับปัจจุบัน</li></ul><ul><li>จงทำงานที่ได้รับมอบหมายตอนนี้ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง</li></ul></li></ul><ul><li>เก็บออมชั่วโมงทำงานล่วงเวลา<ul><li>เงินทองใช้หมดไปก็หาใหม่ได้ แต่ชีวิตที่ผ่านไปแล้ว เรียกกลับคืนมาไม่ได้</li></ul><ul><li>จงใช้เวลาอย่างประหยัด และคิดทบทวนการทำงานเพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น</li></ul></li></ul><ul><li>เวลาเงียบสงบช่วยเพิ่ม Productivity<ul><li>เมื่อถึงเวลาพัก ก็ต้องพักให้เต็มที่</li></ul></li></ul><ul><li>วิธ๊จัดลำดับความสำคัญของงานแบบคนเยอรมัน<ul><li>การจัดลำดับความสำคัญของงานแบบยืดหยุ่นคือวิธีทำงานของนักธุรกิจชั้นนำ</li></ul><ul><li>คนเยอรมันมอบหมายงานกันอย่างชัดเจน พวกเขาจะไม่รับงานอื่นที่อยู่นอกเหนือจากงานและตัวเอง และให้ความสำคัญกับงานที่ได้รับมอบหมายมาเป็นอันดับแรก</li></ul><ul><li>การไม่ยอมให้งานอื่นเข้ามาแทรกงานหลัก เป็นหนึ่งในเทคนิคที่ช่วยเพิ่ม Productivity</li></ul></li></ul><ul><li>เทคนิคกำจัดสิ่งรบกวนสมาธิ<ul><li>หูฟังตัดเสียงดีๆ ช่วยคุณให้มีสมาธิเพิ่มขึ้นได้</li></ul><ul><li>การใช้เวลาทำงานเอกสารมากเกินไป ไม่ใช่เรื่องที่ดี</li></ul></li></ul><ul><li>ใครๆ ก็ลาพักร้อนได้<ul><li>ลาพักร้อนต้องลาไปพักจริงๆ อย่าแบกงานไปทำที่ชายหาด</li></ul><ul><li>โลกนี้แทบไม่มีงานด่วนที่ต้องทำทันที งานส่วนใหญ่ต่อให้เลื่อนไป 1 สัปดาห์ ก็ยังพอหาทางออกได้<br><br></li></ul></li></ul></li><li>บทที่ 4 – การทำงานเป็นทีม<ul><li>เพิ่มความฉับไวในการทำงาน<ul><li>การเพิ่มทักษะของพนักงานก็สำคัญเช่นกัน ก่อนเพิ่ม Productivity ในการทำงาน คุณต้องทบทวนสภาพของทีมและการบริหารทีม ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ “โครงสร้างบริษัท”</li></ul><ul><li>การที่บริษัทมีลำดับชั้นมากเกินไป ส่งผลเสียต่อ Productivity</li></ul><ul><li>บริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับระบบอาวุโสและความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง แต่บริษัทเยอรมันไม่ได้สนใจเรื่องนี้ (สนใจที่ประสิทธิภาพและความสามารถในการทำงาน)</li></ul></li></ul><ul><li>สำนึกรับผิดชอบเรื่องาน<ul><li>บริษัทญี่ปุ่นมีงานที่ไม่ได้ระบุผู้รับผิดชอบจำนวนมาก (เช่น งานถ่ายเอกสาร การชงน้ำชาให้ลูกค้า) ซึ่งงานประเภทนี้จะไปลด Productivity ของคนที่มีงานประจำอยู่แล้ว ดังนั้น เราควรกำหนดผู้รับผิดชอบในงานต่างๆ ให้ชัดเจน วิธีนี้จะช่วยเพิ่ม Productivity ได้</li></ul><ul><li>หัวหน้าต้องแจกจ่ายงานให้เหมาะสม ไม่อ้างว่า “ทำเพื่อทีม” หรือ “ทำเพื่อเพิ่มประสบการณ์” ถ้าทีมยังทำงานล่าช้า หัวหน้าก็ต้องรับมือให้ได้</li></ul></li></ul><ul><li>บางเวลาต้องถ่ายโอนอำนาจ<ul><li>เราต้องให้อำนาจแก่ลูกน้องในการทำงานให้เสร็จด้วย วิธ๊นี้เป็นการเพิ่ม Productivity</li></ul><ul><li>คนญี่ปุ่นมักคุ้นเคยกับความคิดที่ว่า “ขอปรึกษาหัวหน้าก่อน” แนวคิดนี้ทำให้งานเสร็จล่าช้า &#8211; หัวหน้าควรเปิดใจให้ลำอาจแก่ลูกน้องด้วย</li></ul></li></ul><ul><li>ยิ่งเป็นข้อมูลไม่ดี ยิ่งต้องเปิดรับ<ul><li>ถึงคุณจะทำผลงานแย่ คุณจะไม่ถูกไล่ออก แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลเสียต่อบริษัทแล้วคุณปิดบังเรื่องนั้น คุณจะถูกไล่ออกทันที (พนักงานทำงานผิดพลาดได้ แต่ห้ามปิดบังความผิดเด็ดขาด)</li></ul><ul><li>ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่สิ่งต้องห้าม เป็นเรื่องที่บริษัทต้องเตรียมพร้อมรับมือ</li></ul></li></ul><ul><li>รู้จักพลิกแพลงเวลาสั่งงาน<ul><li>คนเยอรมันชอบสื่อสารกันตรงๆ เวลาหัวหน้าสั่งงาน ลูกน้องมักจะถามว่า “ทำไมต้องทำเรื่องนี้” “งานนี้ต้องทำเมื่อไหร่” “เป้าหมายของงานนี้คืออะไร”</li></ul></li></ul><ul><li>ครึ่งชีวิตคือการจัดระเบียบ<ul><li>บริษัทควรมีระบบแชร์ข้อมูลภายในองค์กรระหว่างแผนกต่างๆ โดยเฉพาะข้อมูลลูกค้าและการขาย ทุกแผนกควรทราบถึงปัญหาของลูกค้า สินค้าและบริการต่างๆ &#8211; วิธีนี้จะช่วยให้แผนกต่างๆ รู้ข้อมูลของกันและกัน และมันจะเป็นประโยชน์สำหรับการส่งมอบงานให้พนักงานใหม่ด้วย</li></ul></li></ul><ul><li><strong>อย่าลังเลที่จะถามจนกว่าจะเข้าใจ *</strong><strong></strong><ul><li><strong>คิดเสียว่าถามฟรี *</strong><strong></strong></li></ul></li></ul><ul><li>เลขาฯ คือเพื่อนร่วมรบ<ul><li>ที่เยอรมัน เลขาฯ ไม่ใช่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บริหาร</li></ul><ul><li>เลขาฯ จะเป็นผู้ช่วยประจำทีม ทราบเรื่องต่างๆ ของสมาชิกภายในทีม (เหมือนตำแหน่ง Support ที่ขาดไม่ได้)</li></ul></li></ul><ul><li>ทำไมคนเยอรมันชอบดื่มในบริษัทตอน 5 โมงเย็นวันศุกร์<ul><li>พนักงานมักจะสังสรรค์กันเองภายในบริษัท 1 ชั่วโมง ก่อนกลับบ้านไปหาครอบครัว</li></ul></li></ul><ul><li>ผูกไมตรีกับลูกค้า<br><br></li></ul></li><li>บทที่ 5 – การใช้ชีวิต<ul><li>วิธีช่วยให้พนักงานลางานง่ายขึ้น<ul><li>บริษัทเยอรมันจะมีปฏิทินแผ่นใหญ่ติดไว้ในห้องทำงานของทุกทีม แต่ละคนจะใช้แม่เหล็กสีแดงหรือสีน้ำเงินติดไว้ที่วันหยุดของตัวเอง วิธีนี้จะทำให้ทุกคนรู้ว่าใครจะลาเมื่อไร ถ้าใครมีวันหยุดซ้อนกันจะได้ไปปรึกษากันเพื่อเปลี่ยนวันหยุด</li></ul></li></ul><ul><li>วางสมาร์ทโฟนแล้วไปเดินเล่นกัน<ul><li>ถ้าเครียดจากเรื่องงาน ให้ลองออกไปเดินเล่นข้างนอกดูบ้าง</li></ul></li></ul><ul><li><strong>ครอบครัวมาเป็นที่หนึ่ง *</strong><strong></strong></li></ul><ul><li><strong>จัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้ดี *</strong><strong></strong><ul><li>สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีส่งผลต่อ Productivity จริงๆ</li></ul></li></ul><ul><li><strong>มีน้ำใจมากขึ้น *</strong><strong></strong></li></ul><ul><li><strong>ยอมรับวิธีการทำงานที่หลากหลาย *</strong><strong></strong></li></ul><ul><li><strong><u>อย่าเอาชีวิตไปยึดติดกับงาน **</u></strong><strong><u></u></strong><ul><li>คนญี่ปุ่นเดินตามทางที่สังคมปูไว้มาโดยตลอด พอถึงเวลาที่ชีวิตต้องเปลี่ยนกะทันหัน คนจำนวนไม่น้อยจึงยังค้นหาความหมายของชีวิตไม่เจอ</li></ul><ul><li>สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต คือ “ประสบการณ์”<br><br></li></ul></li></ul></li></ul>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" src="https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-2.jpeg" alt="สรุปหนังสือ - คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น 2" class="wp-image-4070"/><figcaption>สรุปหนังสือ &#8211; คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น 2</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" src="https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD-%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-3.jpg" alt="สรุปหนังสือ - คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น 3" class="wp-image-4071"/><figcaption>สรุปหนังสือ &#8211; คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น 3</figcaption></figure>



<p class="wp-block-paragraph">ตอนท้ายของหนังสือผู้เขียนได้เสนอ “7 เทคนิคทำงานเก่งทันที ตั้งแต่วันพรุ่งนี้” ซึ่งผมว่ามีประโยชน์มากเลยครับ (ถ้าใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้ อยากให้อ่านตรงนี้ก่อนเลย เพราะหลายข้อเราสามารถนำไปใช้ได้จริงทันที)</p>



<ol class="wp-block-list" type="1"><li>คุยงานกันแบบตัวต่อตัวระหว่างมื้อกลางวัน<br>&#8211; พูดง่ายๆ คือ ช่วงมื้อกลางวัน ควรไปทานข้าวกับเพื่อนร่วมงานบ้าง หรือจะไปกินข้าวกับเพื่อนต่างแผนกก็ได้ เราจะได้สามารถปรึกษาเรื่องงานกับเพื่อน หรือ รับรู้ความเป็นไปของเพื่นอแผนกอื่นได้</li><li>ตั้งเป้าหมายการประชุมให้ชัดเจน<br>&#8211; กำหนดให้ชัดเจนไปเลยว่า เราต้องการอะไรจากการประชุมครั้งนี้ เชิญเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องจริงๆ มาประชุม และต้องประชุมภายในเวลาที่กำหนด</li><li>ตัดสินใจวันนี้ ลงมือทำพรุ่งนี้<br>– ก่อนจะทำงานในแต่ละวัน เราต้องวางแผนว่าวันนี้เราจะทำอะไรบ้าง</li><li>ลิสต์ “งาน 3 อย่างของวันนี้” ให้เป็นนิสัย</li><li>ลองประชุมนอกสถานที่บ้าง (เปลี่ยนบรรยากาศ)</li><li>เปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน (ลองทำอะไรใหม่ๆ)</li><li>หาเวลาพักผ่อนให้ตัวเอง</li></ol>
<p>The post <a href="https://karnlab.com/review-how-to-work-like-german-japan/">สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ &#8211; คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น</a> appeared first on <a href="https://karnlab.com">KarnLab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://karnlab.com/review-how-to-work-like-german-japan/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ – Super Productive</title>
		<link>https://karnlab.com/review-super-productive/</link>
					<comments>https://karnlab.com/review-super-productive/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Nov 2020 16:04:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รีวิวหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[Productive]]></category>
		<category><![CDATA[รวิศ หาญอุตสาหะ]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิว]]></category>
		<category><![CDATA[สรุป]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://karnlab.com/?p=3081</guid>

					<description><![CDATA[<p>จัดกการตัวเอง ถ้าคิดจะทำอะไรใหม่ๆ อย่าคิดเยอะ ถ้าคุณอยากทำอะไรจริงๆ คุณจะมีเวลาทำมันเสมอ อยากทำอะไรก็ทำเถอะ อย่ารอให้แก่แล้วมาคิดว่า “ถ้ารู้งี้” หยุดกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นคิดกับคุณ เรามักซีเรียสกับเรื่องที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับตัวเรามากเกินไป ความกลัวนี้ทำให้เราไม่สามารถทำในสิ่งที่เราอยากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เวลาเครียดให้เราหายใจเข้า-ออก ลึกๆ / สร้าง self-awareness หาปรัชญาในการดำเนินชีวิตผ่านคำถามต่อไปนี้ &#8211; อะไรคือความเชื่อที่อยู่ในตัวเรา / [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://karnlab.com/review-super-productive/">สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ – Super Productive</a> appeared first on <a href="https://karnlab.com">KarnLab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<ul class="wp-block-list"><li>จัดกการตัวเอง<ul><li>ถ้าคิดจะทำอะไรใหม่ๆ อย่าคิดเยอะ<ul><li>ถ้าคุณอยากทำอะไรจริงๆ คุณจะมีเวลาทำมันเสมอ</li></ul><ul><li>อยากทำอะไรก็ทำเถอะ อย่ารอให้แก่แล้วมาคิดว่า “ถ้ารู้งี้”</li></ul></li></ul><ul><li>หยุดกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นคิดกับคุณ<ul><li>เรามักซีเรียสกับเรื่องที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับตัวเรามากเกินไป</li></ul><ul><li>ความกลัวนี้ทำให้เราไม่สามารถทำในสิ่งที่เราอยากทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ</li></ul><ul><li>เวลาเครียดให้เราหายใจเข้า-ออก ลึกๆ / สร้าง self-awareness</li></ul><ul><li>หาปรัชญาในการดำเนินชีวิตผ่านคำถามต่อไปนี้ &#8211; อะไรคือความเชื่อที่อยู่ในตัวเรา / ใครมึคุณสมบัติตรงกับสิ่งที่เราเชื่อ / คำพูดหรือปัชญาไหนที่เราชอบ</li></ul></li></ul><ul><li>เข้าใจนิสัยผลัดวันประกันพรุ่ง<ul><li>หนังสือ – Wait But Why</li></ul><ul><li>เรื่องราวของลิงและกัปตันเรือ</li></ul></li></ul><ul><li>แรงจูงใจในการทำงาน<ul><li>หนังสือ – How will you measure your life</li></ul><ul><li>Hygiene Factors / Motivation Factors</li></ul></li></ul><ul><li>ทำอย่างไรจึงจะเป็นคนที่เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต<ul><li>ทันทีที่มหาวิทยาลัยพิมพ์ในปริญญาให้เรา เรื่องที่เรียนมาก็ล้าสมัยไปแล้ว</li></ul><ul><li>Self-directed Learner<ul><li>เรียนได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมีใครมาเคี่ยวเข็ญ</li></ul><ul><li>วิเคราะห์ได้ว่าต้องเรียนเรื่องอะไร เพราะอะไร</li></ul><ul><li>มีเป้าหมายที่ชัดเจน</li></ul><ul><li>รู้จักทรัพยากรในการเรียนรู้</li></ul><ul><li>เลือกกลยุทธ์ในการเรียน</li></ul></li></ul><ul><li>Growth Mindset</li></ul><ul><li>การตั้งเป้าหมายแบบ SMART</li></ul></li></ul><ul><li>รู้กว้าง vs รู้ลึก<ul><li>ขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่เราทำว่าต้องการแบบไหน</li></ul></li></ul><ul><li>การรู้จัดตัวเองคือทักษะที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 21<ul><li>เข้าใจตัวเองด้วยตนเอง</li></ul><ul><li>การที่เรารู้ว่าคนอื่นคิดกับเรายังไง ไม่ได้หมายความว่าเราจะรู้จักตัวเอง</li></ul><ul><li>คนที่มี Self-Awareness สูงมากๆ จะมีสิ่งที่เรียกว่า Love Critics คือผู้ที่วิจารณ์หรือแนะนำด้วยความหวังดี</li></ul><ul><li>ผู้นำที่อ่อนน้อมถ่อมตน เข้าใจตนเอง รู้หน้าที่ของตัวเองสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณเติบโตได้รวดเร็วมากขึ้น</li></ul></li></ul><ul><li>ความสำคัญของ Deep Work<ul><li>สำหรับคนส่วนใหญ่ ช่วงเวลาที่สามารถ Deep Work ได้ดีที่สุดคือ 3-5 ชั่วโมงหลังจากตื่นนอน</li></ul><ul><li>เราต้องใช้เวลาช่วง Deep Work ให้คุ้มค่าที่สุด โดยที่เราต้องเอางานที่สำคัญที่สุดมาทำในช่วงเวลานี้</li></ul><ul><li>เคล็ดลับในการสร้าง Deep Work<ul><li>นอนให้พอ</li></ul><ul><li>ออกกำลังกายแบบสั้นๆ</li></ul><ul><li>พักผ่อนระหว่างการทำงานด้วย</li></ul><ul><li>ปิดเครื่องมือสื่อสารเวลาที่ต้องการสมาธิ</li></ul><ul><li>นั่งสมาธิก็ช่วยได้</li></ul></li></ul></li></ul><ul><li>ภาวะหมดไฟแบบปลอมๆ<ul><li>เช็คอาการ Phantom Burnout<ul><li>การทำงานติดต่อกันนานๆ ทำให้เราล้าได้ (พักผ่อนบ้าง)</li></ul><ul><li>งานเดิม แต่เปลี่ยนมุมมองใหม่ (เพิ่มสีสันในการทำงาน)</li></ul></li></ul></li></ul><ul><li>สามกระบวนท่าในการตัดสินใจ<ul><li>การตัดสินใจเชิงโต้ตอบ – การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (ไม่ดี)</li></ul><ul><li>การตัดสินใจเชิงรุก – วางแผนสิ่งที่เราจะต้องทำ (ทำให้เรามีเวลาคิดมากขึ้น)</li></ul><ul><li>การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ &#8211; มองเป้าหมายและภาพในอนาคตในอีกหลายปีข้างหน้า</li></ul></li></ul><ul><li>คำถามที่ใช่<ul><li>การตั้งคำถามให้ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเราตั้งคำถามผิด คำตอบที่ได้ก็จะผิดตามไปด้วย<br></li></ul></li></ul></li></ul>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1000" height="750" src="https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ-–-Super-Productive-3.jpeg" alt="สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ – Super Productive 3" class="wp-image-3074" srcset="https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ-–-Super-Productive-3.jpeg 1000w, https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ-–-Super-Productive-3-300x225.jpeg 300w, https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ-–-Super-Productive-3-768x576.jpeg 768w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /><figcaption>สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ – Super Productive 3</figcaption></figure>



<ul class="wp-block-list"><li>จัดการธุรกิจ<ul><li>Rethink / Reframe / Refocus<ul><li>Zoom Out-In มองอนาคตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า แล้วมองว่าในอีก 6-12 เดือนนี้ เราสามรถทำอะไรได้บ้าง</li></ul><ul><li>Innovation – คนเราสามารถล้มเหลวได้ แต่ล้มเหลวแล้วต้องเรียนรู้ / ความรู้ที่ดีที่สุดเกิดจากการลงมือทำ</li></ul><ul><li>Transformation – การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรารู้ว่าใครอยากเปลี่ยนและใครไม่อยากเปลี่ยน แล้วหาทางที่สบายใจทั้งสองฝ่าย (หักดิบเปลี่ยนไปเลยก็ไม่ดี) / เราต้องเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ถูกต้องด้วย</li></ul></li></ul><ul><li>กระดุมเม็ดแรก<ul><li>หนังสือ Zero to One</li></ul><ul><li>การพัฒนาแนวราบ &#8211; ต่อยอดไอเดียที่มีอยู่แล้ง</li></ul><ul><li>การพัฒนาแนวดิ่ง &#8211; สร้างสิ่งที่ไม่เคยมีให้เกิดขึ้น</li></ul><ul><li>เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไหม? / เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ไหม? / เราจะเปลี่ยนไหม? / แล้วบริบทที่เหมาะสมคืออะไร?</li></ul><ul><li>Start-up ที่ประสบความสำเร็จ – เข้ามาในตลาดที่ถูกต้อง ด้วยสินค้าที่ถูกต้อง ในเวลาที่ถูกต้อง</li></ul><ul><li>โลกของเรายังมีปัญหาและความไร้ประสิทธิภาพที่รอการแก้ไขอีกมากมาย</li></ul><ul><li>เริ่มเล็กๆ ค่อยๆ ขยาย<br><br></li></ul></li></ul><ul><li>การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง<ul><li>ต้องเริ่มต้นจากประสบการณ์ของลูกค้าก่อน แล้วค่อยมาคิดถึงเรื่องเทคโนโลยี</li></ul></li></ul><ul><li>ขยาดได้ / ขยายไม่ได้ (?)</li></ul><ul><li>ทำธุรกิจเก่าแก่ให้กลับมายิ่งใหญ่<ul><li>ปัญหาคือคนส่วนใหญ่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร แต่ไม่สามารถตอบโจทย์เป้าหมายขององค์กรได้</li></ul><ul><li>ถ้าคนในองค์กรบอกว่าพวกเราไม่มีปัญหา ทั้งๆ ที่องค์กรกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ นั่นคือ ปัญหาที่ใหญ่สุด</li></ul><ul><li>แนวคิดจาก Levi’s<ul><li>อะไรคือแก่นที่ทำให้ธุรกิจมีกำไร</li></ul><ul><li>ขยายธุรกิจส่วนที่มีกำไร</li></ul><ul><li>ควบคุมห่วงโซ่อุปทาน (มีโรงงานและหน้าร้านเป็นของตัวเอง)</li></ul><ul><li>เพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย (ทำให้ผลการดำเนินการดีขึ้น)</li></ul></li></ul></li></ul><ul><li>วัฒนธรรมองค์กรวัดค่าอย่างไร<ul><li>แรงจูงใจในวัฒนธรรมองค์กรที่ดี<ul><li>ทำงานแล้วสนุก</li></ul><ul><li>ทำงานแล้วมีเป้าหมาย</li></ul><ul><li>ทำงานแล้วเพิ่มศักยภาพในตัวเอง</li></ul></li></ul><ul><li>แรงจูงใจในวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ดี<ul><li>ทำงานแล้วเครียด/กดดัน</li></ul><ul><li>ทำงานแล้วไม่คุ้มค่าแรงที่ได้</li></ul><ul><li>ทำงานแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น</li></ul></li></ul></li></ul><ul><li>วัฒนธรรมองค์กร อดีต / วันนี้ / อนาคต<ul><li>สภาพแวดล้อมการทำงานต้องให้ความรู้สึกปลอดภัย</li></ul><ul><li>โฟกัสที่การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง</li></ul></li></ul><ul><li>รับมือฟีดแบ็คด้านลบบนโซเชียลมีเดีย<ul><li>ตอบกลับอย่างรวดเร็ว</li></ul><ul><li>ขอโทษอย่างจริงใจ</li></ul><ul><li>หาปัญหาที่แท้จริงอย่างใจเย็น</li></ul><ul><li>เปลี่ยนการสื่อสารจาก Online เป็น Offline</li></ul><ul><li>ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่คำขอโทษ</li></ul></li></ul><ul><li>ธุรกิจคือเรื่องเล่า<ul><li>(เปรียบเทียบมนุษย์กับลิงชิมแปนซี)</li></ul><ul><li>การสร้าง Story สำหรับธุรกิจ<ul><li>ใครคือคนฟัง</li></ul><ul><li>ประสบการณของเรา</li></ul><ul><li>หัวใจของเรื่องที่อย่างจะเล่า</li></ul><ul><li>ทำทุกอย่างให้เข้าใจง่าย<br></li></ul></li></ul></li></ul></li><li>จัดการทีม<ul><li>การบริหารจัดการความเครียดของทีม<ul><li>สิ่งที่สำคัญในการทำงาน คือ คิด เขียน กลยุทธ์ และ การสื่อการ</li></ul><ul><li>รู้ว่างานไหนที่สำคัญจริงๆ</li></ul><ul><li>อย่าให้ปริมาณงานเยอะเกินไป</li></ul><ul><li>อย่าให้เวลาการทำงานถูกขัดจังหวะบ่อยๆ</li></ul><ul><li>ไม่ประชุมอย่าไร้ประโยชน์</li></ul><ul><li>ใช้อุปกรณ์สื่อสารอย่างมีขอบเขต</li></ul><ul><li>หลังจากได้รับงานมาแล้ว ต้องมีการวางแผน<ul><li>กำหนดหน้าที่ให้ลูกทีมแต่ละคน</li></ul><ul><li>บอกสิ่งที่คาดหวังอย่างชัดเจน</li></ul><ul><li>มอบหมายงานให้ถูกคน</li></ul></li></ul></li></ul><ul><li>ทำไมคนคนเดียวถึงทำลายทีมของคุณได้<ul><li>คนที่มี Good-Mindset 10 คน ไม่สามารถเปลี่ยนคนที่มี Bad-Mindset 1 คน</li></ul><ul><li>แต่คนที่มี Bad-Mindset 1 คน สามารถเปลี่ยนคนที่มี Good-Mindset 10 คน</li></ul></li></ul><ul><li>จะรับมือกับคน Toxic ในที่ทำงานอย่างไร<ul><li>หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา</li></ul><ul><li>ต้องให้ Feedback ตรงๆ และให้โอกาสในการเปลี่ยนแปลง</li></ul><ul><li>อธิบายถึงผลที่ตามมา หากเขายังไม่แก้ไข</li></ul><ul><li>เก็บบันทึกหลักฐานความเสียหาย</li></ul><ul><li>แยกคนที่ Toxic ออกจากคนอื่น</li></ul></li></ul><ul><li>เรื่องคนสำคัญที่สุด<ul><li>คุณไม่สามารถสอนอะไรใครได้ แต่คุณสามารถกระตุ้นการเรียนรู้ของเขาได้</li></ul><ul><li>โค้ชชิ่งคืองานหลักอย่างหนึ่งของหัวหน้า</li></ul><ul><li>เทคนิคโคชชิ่ง – Ask / Listen / Empathize</li></ul></li></ul><ul><li>การให้เกียรติก็เหมือนอากาศ<ul><li>ให้เกียรติกับคนทุกคน</li></ul></li></ul><ul><li>จะหาคนคุณภาพ ต้องออกแบบการสัมภาษณ์<ul><li>จุดประสงค์ของการหาคนมาทำงาน คือ หาคนที่เข้ากับองค์กรทั้งในเรื่องความสามารถ ความเชื่อ และ วิธีการทำงาน</li></ul><ul><li>ตัวอย่างคำถาม เกี่ยวกับคุณค่า<ul><li>ใครคือคนที่เป็นแบบอย่าง และเพราะอะไร?</li></ul><ul><li>อะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดที่เคยเจอมาก และผ่านมันไปได้อย่างไร?</li></ul><ul><li>เวลาที่เราล้มเหลว เราจัดการความคิดด้านลบนั้นอย่างไร?</li></ul><ul><li>ช่วงเวลาที่เราไม่รู้ว่าชีวิตจะเดินไปทางไหนต่อ ในช่วงเวลานั้นเราทำอย่างไร?</li></ul><ul><li>ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการ คุณอยากเป็นเจ้าของกิจการอะไร และเพราะอะไร?</li></ul></li></ul><ul><li>ตัวอย่างคำถาม เกี่ยวกับการทำงาน<ul><li>งานแรกของคุณคืออะไร และมันสอนอะไรคุณบ้าง?</li></ul><ul><li>ตอนเวลาว่างคุณทำอะไรบ้าง</li></ul></li></ul></li></ul><ul><li>พลวัตของความสุข<ul><li>ความสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยให้เรามีความสุขและแข็งแรงมากขึ้น<ul><li>ความสัมพันธ์ทางสังคมมีผลต่อเรามาก</li></ul><ul><li>คุณภาพของความสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญ</li></ul><ul><li>ความสัมพันธ์ที่ดีช่วยปกป้องสมองของเราได้</li></ul></li></ul></li></ul><ul><li>เพื่อนกัน<br><br></li></ul><ul><li>ข้อคิดจากหนังสือ – Super Productive (รวิศ หาญอุตสาหะ)<ul><li>เรามักจะเสียใจกับเรื่องที่เราไม่ได้ทำ มากกว่า เรื่องที่เราทำไปแล้วแต่ล้มเหลว</li></ul><ul><li>ทุกคำล้อเล่นจากเพื่อน มีความจริงอยู่ครึ่งหนึ่งเสมอ</li></ul><ul><li>เส้นทางที่พาเรามาจนถึงวันนี้ เกิดขึ้นจากหลายๆ เหตุการณ์<br>(ไม่ใช่พอมีเหตุการณ์ใหญ่หนึ่งครั้ง แล้วชีวิตเราจะเปลี่ยนทันที)</li></ul><ul><li>อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง</li></ul><ul><li>เราเห็นโลกในแบบที่เราเป็น ไม่ใช่แบบที่โลกมันเป็นจริงๆ</li></ul><ul><li>เมื่อเราทุ่มเทพลังไปกับเรื่องที่เราถนัด ผลลัพธ์จะออกมาดี</li></ul><ul><li>การลงทุนกับตัวเองเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด</li></ul><ul><li>วินัย สำคัญกว่า พรสวรรค์</li></ul><ul><li>เลือกคนที่อยู่รอบตัวให้ดี</li></ul><ul><li>ควรศึกษาเรื่องการบริหารเวลาและบริหารเงินตั้งแต่เริ่มทำงาน</li></ul><ul><li>อย่าหวังอะไรใหม่ๆ จากพฤติกรรมเก่าๆ</li></ul><ul><li>สะสมเรื่องราวมากกว่าสิ่งของ</li></ul><ul><li>ชื่อเสียง และ ความน่าเชื่อถือ เป็นสองสิ่งที่สร้างยากที่สุด<br></li></ul></li></ul></li></ul>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="750" src="https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ-–-Super-Productive-2.jpeg" alt="สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ – Super Productive 2" class="wp-image-3073" srcset="https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ-–-Super-Productive-2.jpeg 1000w, https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ-–-Super-Productive-2-300x225.jpeg 300w, https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ-–-Super-Productive-2-768x576.jpeg 768w" sizes="auto, (max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /><figcaption>สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ – Super Productive 2</figcaption></figure>
<p>The post <a href="https://karnlab.com/review-super-productive/">สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ – Super Productive</a> appeared first on <a href="https://karnlab.com">KarnLab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://karnlab.com/review-super-productive/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ &#8211; Productivity คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น</title>
		<link>https://karnlab.com/review-productivity-germany-japan/</link>
					<comments>https://karnlab.com/review-productivity-germany-japan/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Nov 2020 16:00:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รีวิวหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[Productivity]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิว]]></category>
		<category><![CDATA[ลงมือทำ]]></category>
		<category><![CDATA[สรุป]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[เยอรมัน]]></category>
		<category><![CDATA[แนวคิด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://karnlab.com/?p=3075</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้เขียนเป็นชาวญี่ปุ่นที่โอกาสไปทำงานที่บริษัท (ธนาคาร) แห่งหนึ่งในเยอรมัน และนี่คือเรื่องราวที่เขาเปรียบสไตล์การทำงานของคนเยอรมันและคนญี่ปุ่น บางข้อผมคิดว่าสามารถปรับใช้ที่ไทยได้ดี แต่บางข้อผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร บทที่ 1 – แนวคิดพื้นฐาน ทำไมสถานีรถไฟที่เยอรมันมีเสียงประกาศน้อย บางครั้งคนญี่ปุ่นสร้างกฎระเบียบไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ เราสร้างกฎขึ้นมาแล้วก็แค่ปฏิบัติตาม พอทำตามแล้วก็สบายใจ แต่เราไม่เคยพูดคุยกันเลยว่า กฎนี้เข้ากับสภาพแวดล้อมสังคมหรือไม่? ทำไมต้องสร้างกฎนี้ขึ้นมา? กฎนี้เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่? ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง “การทำงานไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว” [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://karnlab.com/review-productivity-germany-japan/">สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ &#8211; Productivity คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น</a> appeared first on <a href="https://karnlab.com">KarnLab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ผู้เขียนเป็นชาวญี่ปุ่นที่โอกาสไปทำงานที่บริษัท (ธนาคาร) แห่งหนึ่งในเยอรมัน และนี่คือเรื่องราวที่เขาเปรียบสไตล์การทำงานของคนเยอรมันและคนญี่ปุ่น บางข้อผมคิดว่าสามารถปรับใช้ที่ไทยได้ดี แต่บางข้อผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร</p>



<ul class="wp-block-list"><li>บทที่ 1 – แนวคิดพื้นฐาน<ul><li>ทำไมสถานีรถไฟที่เยอรมันมีเสียงประกาศน้อย<ul><li>บางครั้งคนญี่ปุ่นสร้างกฎระเบียบไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ เราสร้างกฎขึ้นมาแล้วก็แค่ปฏิบัติตาม พอทำตามแล้วก็สบายใจ แต่เราไม่เคยพูดคุยกันเลยว่า กฎนี้เข้ากับสภาพแวดล้อมสังคมหรือไม่? ทำไมต้องสร้างกฎนี้ขึ้นมา? กฎนี้เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?</li></ul></li></ul><ul><li>ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง<ul><li>“การทำงานไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว” คนเยอรมันยืดหยุ่นกับการทำงานค่อนข้างมาก พวกเขาขอแค่ทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จก็พอ</li></ul></li></ul><ul><li>ความคิด “พึ่งพาตนเอง เป็นอิสระ”<ul><li>หัวหน้าควรปล่อยให้ลูกทีมคิดเองบ้าง และไม่ต้องให้ลูกทีมรายงานทุกสิ่งอย่าง สภาพแวดล้อมที่ให้ความสำคัญกับอิสระ เป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในการเพิ่ม Productivity</li></ul></li></ul><ul><li>เทคนิคหลุดพ้นจากอิทธิพลของคนรอบข้าง<ul><li>คนญี่ปุ่นเชื่อว่า “ทำตัวเด่น จะเป็นภัย” แต่คนเยอรมันเชื่อว่า “ไม่ทำตัวเด่น ไม่มีใครเห็นค่า”</li></ul><ul><li>ขงจื่อเคยกล่าวไว้ว่า “สุภาพชนปรองดองแต่ไม่คล้อยตาม คนต่ำช้าคล้อยตามแต่ไม่ปรองดอง”</li></ul></li></ul><ul><li>ก่อนจะทำตามคนอื่น ลองตั้งคำถามดูบ้าง</li></ul><ul><li>ฉันควรให้ความสำคัญกับอะไร</li></ul><ul><li>คนเยอรมันเลือกทางเดินชีวิตตั้งแต่ 10 ขวบ<ul><li>คนเยอรมันมี Productivity สูง เพราะระบบการศึกษาและระบบการเข้าทำงาน ถ้านักศึกษารู้ว่าตัวเองเหมาะกับงานหรือบริษัทใดตั้งแต่เนิ่นๆ มันจะช่วยลดโอกาส “เลือกทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ” หรือ “ไม่มีกะจิตกะใจทำงาน”</li></ul></li></ul><ul><li>เด็กเยอรมันถูกปลูกฝังให้พึ่งพาตนเอง<ul><li>สิ่งหนึ่งที่คนเยอรมันไม่ทำคือ “ตีลูก”</li></ul><ul><li>ถ้าลูกทำผิด พ่อแม่จะตักเตือนทันทีว่า “ทำไมถึงทำแบบนั้น” หรือ “ทำไม่ไม่ทำแบบนี้”</li></ul><ul><li>เด็กเยอรมันจัดการเวลาของตัวเองได้อย่างอิสระ โรงเรียนสอนเฉพาะช่วงเช้า พอช่วงบ่าย เด็กแต่ละคนจะมีเวลาทำสิ่งที่ตัวเองชอบ จะเล่นกีฬา อ่านหนังสือ หรืองานอดิเรกก็ได้</li></ul><ul><li>ระบบการศึกษาแบบนี้ช่วยให้เด็กคิดเองและทำเองเป็น</li></ul><ul><li>เข้มงวดในเรื่องที่ควรเข้มงวด แต่ก็รู้จักยืดหยุ่น</li></ul></li></ul><ul><li>วิธีใช้เงินของคนญี่ปุ่นและเยอรมัน<ul><li>คนญี่ปุ่นพยายามหาซื้อของ 100 เยน ในราคา 80 เยน</li></ul><ul><li>คนเยอรมันจะไม่ซื้อของราคา 100 เยน แต่จะหาของดีในราคา 120 เยน (คนเยอรมันสนใจคุณภาพมากกว่าราคา)</li></ul></li></ul><ul><li><strong>ทุ่มเทเงินและเวลาเพื่อพัฒนาระบบ *</strong><strong></strong><ul><li>(ข้อนี้ผมเห็นด้วยมาก)</li></ul><ul><li>คนเยอรมันชอบสร้างระบบ และนำไปใช้งานอย่างเต็มที่ พวกเขาทุ่มเทนเงินทองและเวลาเพื่อสร้างระบบโดยไม่เสียดาย ผมเชื่อว่าพวกเขามี Productivity สูงเพราะเรื่องนี้ด้วย<br><br></li></ul></li></ul></li><li>บทที่ 2 – วิธีการสื่อการ<ul><li><strong>แค่พูดอย่างไม่ลังเลก็เพิ่ม </strong><strong>Productivity ได้ *</strong><ul><li>การทักทายกันบ่อยๆ ช่วยให้เพื่อนร่วมงานสนิทกันมากขึ้น (และทำให้กล้าที่จะคุยเรื่องงานกันมากขึ้นด้วย)</li></ul></li></ul><ul><li><strong>ไม่ใช่คำว่า ”ด่วนที่สุด” *</strong><strong></strong><ul><li>อยากให้เปลี่ยนจากคำว่า “ด่วนที่สุด” เป็นระยะเวลาที่สามารถวัดได้ เช่น ภายในเย็นนี้ ภายในเช้าวันพรุ่งนี้</li></ul><ul><li>แล้วต้องพิจารณาด้วยว่า “ด่วนที่สุด” มันเป็นเรื่องเร่งด่วนจริงๆ หรือเปล่า</li></ul><ul><li>ถ้าเราอธิบายด้วยคำพูดที่ชัดเจนและลงรายละเอียดให้อีกฝ่ายเข้าใจ วิธีนี้ช่วยเพิ่ม Productivity ได้</li></ul></li></ul><ul><li><strong>คิดเสียว่าถามฟรี *</strong><strong></strong><ul><li>สังคมญี่ปุ่นมองว่าการเอาใจใส่ การเดาใจคนอื่น และการเห็นอกเห็นใจเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง</li></ul><ul><li>คนที่เดาความรู้สึกอีกฝ่าย หรือ สิ่งที่แผฝอยู่ในคำพูดได้อย่างคล่องแคล่ว จะได้รับคำชมว่ามีไหวพริบ</li></ul><ul><li>เหล่านี้คือความคิดอันน่าทึ่งของคนญี่ปุ่น จิตวิญญาณในการบริการแบบญี่ปุ่นจึงประสบความสำเร็จสูงมาก</li></ul><ul><li>** แต่ในแวดวงธุรกิจ การเดาใจคนอื่นมากเกินไปจะขัดขวางประสิทธิภาพการทำงาน</li></ul><ul><li>** แล้วทำอย่างไรถึงจะไม่ต้องอ่านใจคนอื่น? คำตอบง่ายๆ คือ ถ้าไม่รู้ก็แค่ถาม</li></ul><ul><li>** ถามทันทีเมื่อไม่เข้าใจ (ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนตำหนิ คิดเสียว่าถามฟรี)</li></ul></li></ul><ul><li>เทคนิคเลิกเดาใจคน<ul><li>พูดให้มากขึ้น</li></ul></li></ul><ul><li>ไม่ “โฮเร็นโซ” โดยเปล่าประโยชน์<ul><li>โฮเร็นโซ คือ วิธีการทำงานแบบญี่ปุ่น<ul><li>โฮ = การรายงาน</li></ul><ul><li>เร็น = การแจ้งข้อมูล</li></ul><ul><li>โซ = การปรึกษา</li></ul><ul><li>เมื่อนำมารวมกันมีความหมายว่า การรายงานความคืบหน้าของงานให้หัวหน้ารู้โดยไม่ต้องรอให้ถาม</li></ul></li></ul><ul><li>ไม่ใช่แค่หัวหน้า ผู้บริหาร รวมถึงเจ้าของ ก็จะเดินไปทั่วบริษัทและทักทายพนักงาน</li></ul><ul><li>ก่อนกลับบ้าน หัวหน้าก็จะเดินไปทั่วบริษัทเหมือนตอนเช้า และพูดคุยสั้นๆ กับลูกทีมเสมอ</li></ul></li></ul><ul><li><strong>เมื่อทำผิดพลาด ต้องคิดว่า “ครั้งต่อไปจะทำอย่างไร” *</strong><strong></strong><ul><li>เวลาเกิดเรื่องผิดพลาด ถ้าเราไม่ขอบคุณคนที่มารายงาน จะไม่มีใครกล้ารายงานเรื่องไม่ดี</li></ul><ul><li>ถ้าเรามัวแต่คิดหาเหตุผลที่ทำไม่ได้ มันจะกลายเป็นการทวงถามความรับผิดชอบหรือวิพากษ์วิจารณ์</li></ul><ul><li>เมื่อโทษว่าเป็นความผิดส่วนบุคคล ต่อไปลูกทีมจะไม่กล้าตัดสินใจเอง เพราะกลัวความผิดพลาด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่ม Productivity ภายในบริษัท</li></ul></li></ul><ul><li>หยุดเขียนอีเมลถามไปถามมาไม่จบสิ้น<ul><li>สำหรับเรื่องที่สำคัญ เราควรคุยปรึกษากันทางโทรศัพท์ หรือเดินเข้าไปคุยกันโดยตรง จะได้ประสิทธิภาพกว่า</li></ul></li></ul><ul><li>อย่าประชุมแบบตัดสินใจไม่ได้ (ไม่มีข้อสรุป)</li></ul><ul><li>สังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานเพื่อให้งานราบรื่น</li></ul><ul><li>เสริมความแข็งแกร่งของการสื่อสารแนวนอน</li></ul><ul><li>พูดคำที่เขาใช้กัน<br><br></li></ul></li><li>บทที่ 3 – วิธีบริหารเวลา<ul><li>เวลาสามารถบริหารได้<ul><li>การตรงต่อเวลาเป็นเรื่องสำคัญ – ทั้งคนเยอรมันและคนญี่ปุ่นจะมาก่อนเวลานัด 5-10 นาที</li></ul></li></ul><ul><li>ลองคิดว่า “การทำงานล่วงเวลาไม่ใช่สิ่งที่ดี”<ul><li>คนเยอรมันชื่อชมคนที่มีผลงาน แต่ถ้ามีใครทำงานล่วงเวลาเป็นประจำ เขาจะโดนสงสัยเรื่องวิธีทำงานทันที</li></ul><ul><li>ถ้าคุณโอ้อวดว่าตัวเองทำงานหนักจนไม่ได้นอนแบบคนญี่ปุ่น คุณจะถูกคนเยอรมันมองว่าทำงานไม่เป็น</li></ul><ul><li>คนที่ทำงานได้นานหลายชั่วโมงหรือคนที่ยุ่งมากๆ ในญี่ปุ่นจะมีภาพลักษณ์ที่น่านับถือ แต่คนยุโรปกลับมองว่าพวกเขาเป็นคนที่ไร้ความสามารถ (บริหารเวลาไม่เป็น)</li></ul></li></ul><ul><li>อย่าเสียเวลาเขียนอีเมลนาน<ul><li>ไม่ต้องเสียเวลาเขียนเกริ่นนำยืดยาว เขียนประเด็นที่ต้องการได้เลย</li></ul></li></ul><ul><li>วิธีใช้เวลาพักแบบคนเยอรมัน<ul><li>ให้ความสำคัญกับตอนนี้และจงสนุกอยู่กับปัจจุบัน</li></ul><ul><li>จงทำงานที่ได้รับมอบหมายตอนนี้ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง</li></ul></li></ul><ul><li>เก็บออมชั่วโมงทำงานล่วงเวลา<ul><li>เงินทองใช้หมดไปก็หาใหม่ได้ แต่ชีวิตที่ผ่านไปแล้ว เรียกกลับคืนมาไม่ได้</li></ul><ul><li>จงใช้เวลาอย่างประหยัด และคิดทบทวนการทำงานเพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น</li></ul></li></ul><ul><li>เวลาเงียบสงบช่วยเพิ่ม Productivity<ul><li>เมื่อถึงเวลาพัก ก็ต้องพักให้เต็มที่</li></ul></li></ul><ul><li>วิธ๊จัดลำดับความสำคัญของงานแบบคนเยอรมัน<ul><li>การจัดลำดับความสำคัญของงานแบบยืดหยุ่นคือวิธีทำงานของนักธุรกิจชั้นนำ</li></ul><ul><li>คนเยอรมันมอบหมายงานกันอย่างชัดเจน พวกเขาจะไม่รับงานอื่นที่อยู่นอกเหนือจากงานและตัวเอง และให้ความสำคัญกับงานที่ได้รับมอบหมายมาเป็นอันดับแรก</li></ul><ul><li>การไม่ยอมให้งานอื่นเข้ามาแทรกงานหลัก เป็นหนึ่งในเทคนิคที่ช่วยเพิ่ม Productivity</li></ul></li></ul><ul><li>เทคนิคกำจัดสิ่งรบกวนสมาธิ<ul><li>หูฟังตัดเสียงดีๆ ช่วยคุณให้มีสมาธิเพิ่มขึ้นได้</li></ul><ul><li>การใช้เวลาทำงานเอกสารมากเกินไป ไม่ใช่เรื่องที่ดี</li></ul></li></ul><ul><li>ใครๆ ก็ลาพักร้อนได้<ul><li>ลาพักร้อนต้องลาไปพักจริงๆ อย่าแบกงานไปทำที่ชายหาด</li></ul><ul><li>โลกนี้แทบไม่มีงานด่วนที่ต้องทำทันที งานส่วนใหญ่ต่อให้เลื่อนไป 1 สัปดาห์ ก็ยังพอหาทางออกได้<br><br></li></ul></li></ul></li><li>บทที่ 4 – การทำงานเป็นทีม<ul><li>เพิ่มความฉับไวในการทำงาน<ul><li>การเพิ่มทักษะของพนักงานก็สำคัญเช่นกัน ก่อนเพิ่ม Productivity ในการทำงาน คุณต้องทบทวนสภาพของทีมและการบริหารทีม ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ “โครงสร้างบริษัท”</li></ul><ul><li>การที่บริษัทมีลำดับชั้นมากเกินไป ส่งผลเสียต่อ Productivity</li></ul><ul><li>บริษัทญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับระบบอาวุโสและความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง แต่บริษัทเยอรมันไม่ได้สนใจเรื่องนี้ (สนใจที่ประสิทธิภาพและความสามารถในการทำงาน)</li></ul></li></ul><ul><li>สำนึกรับผิดชอบเรื่องาน<ul><li>บริษัทญี่ปุ่นมีงานที่ไม่ได้ระบุผู้รับผิดชอบจำนวนมาก (เช่น งานถ่ายเอกสาร การชงน้ำชาให้ลูกค้า) ซึ่งงานประเภทนี้จะไปลด Productivity ของคนที่มีงานประจำอยู่แล้ว ดังนั้น เราควรกำหนดผู้รับผิดชอบในงานต่างๆ ให้ชัดเจน วิธีนี้จะช่วยเพิ่ม Productivity ได้</li></ul><ul><li>หัวหน้าต้องแจกจ่ายงานให้เหมาะสม ไม่อ้างว่า “ทำเพื่อทีม” หรือ “ทำเพื่อเพิ่มประสบการณ์” ถ้าทีมยังทำงานล่าช้า หัวหน้าก็ต้องรับมือให้ได้</li></ul></li></ul><ul><li>บางเวลาต้องถ่ายโอนอำนาจ<ul><li>เราต้องให้อำนาจแก่ลูกน้องในการทำงานให้เสร็จด้วย วิธ๊นี้เป็นการเพิ่ม Productivity</li></ul><ul><li>คนญี่ปุ่นมักคุ้นเคยกับความคิดที่ว่า “ขอปรึกษาหัวหน้าก่อน” แนวคิดนี้ทำให้งานเสร็จล่าช้า &#8211; หัวหน้าควรเปิดใจให้ลำอาจแก่ลูกน้องด้วย</li></ul></li></ul><ul><li>ยิ่งเป็นข้อมูลไม่ดี ยิ่งต้องเปิดรับ<ul><li>ถึงคุณจะทำผลงานแย่ คุณจะไม่ถูกไล่ออก แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลเสียต่อบริษัทแล้วคุณปิดบังเรื่องนั้น คุณจะถูกไล่ออกทันที (พนักงานทำงานผิดพลาดได้ แต่ห้ามปิดบังความผิดเด็ดขาด)</li></ul><ul><li>ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่สิ่งต้องห้าม เป็นเรื่องที่บริษัทต้องเตรียมพร้อมรับมือ</li></ul></li></ul><ul><li>รู้จักพลิกแพลงเวลาสั่งงาน<ul><li>คนเยอรมันชอบสื่อสารกันตรงๆ เวลาหัวหน้าสั่งงาน ลูกน้องมักจะถามว่า “ทำไมต้องทำเรื่องนี้” “งานนี้ต้องทำเมื่อไหร่” “เป้าหมายของงานนี้คืออะไร”</li></ul></li></ul><ul><li>ครึ่งชีวิตคือการจัดระเบียบ<ul><li>บริษัทควรมีระบบแชร์ข้อมูลภายในองค์กรระหว่างแผนกต่างๆ โดยเฉพาะข้อมูลลูกค้าและการขาย ทุกแผนกควรทราบถึงปัญหาของลูกค้า สินค้าและบริการต่างๆ &#8211; วิธีนี้จะช่วยให้แผนกต่างๆ รู้ข้อมูลของกันและกัน และมันจะเป็นประโยชน์สำหรับการส่งมอบงานให้พนักงานใหม่ด้วย</li></ul></li></ul><ul><li><strong>อย่าลังเลที่จะถามจนกว่าจะเข้าใจ *</strong><strong></strong><ul><li><strong>คิดเสียว่าถามฟรี *</strong><strong></strong></li></ul></li></ul><ul><li>เลขาฯ คือเพื่อนร่วมรบ<ul><li>ที่เยอรมัน เลขาฯ ไม่ใช่ตำแหน่งผู้ช่วยผู้บริหาร</li></ul><ul><li>เลขาฯ จะเป็นผู้ช่วยประจำทีม ทราบเรื่องต่างๆ ของสมาชิกภายในทีม (เหมือนตำแหน่ง Support ที่ขาดไม่ได้)</li></ul></li></ul><ul><li>ทำไมคนเยอรมันชอบดื่มในบริษัทตอน 5 โมงเย็นวันศุกร์<ul><li>พนักงานมักจะสังสรรค์กันเองภายในบริษัท 1 ชั่วโมง ก่อนกลับบ้านไปหาครอบครัว</li></ul></li></ul><ul><li>ผูกไมตรีกับลูกค้า<br><br></li></ul></li><li>บทที่ 5 – การใช้ชีวิต<ul><li>วิธีช่วยให้พนักงานลางานง่ายขึ้น<ul><li>บริษัทเยอรมันจะมีปฏิทินแผ่นใหญ่ติดไว้ในห้องทำงานของทุกทีม แต่ละคนจะใช้แม่เหล็กสีแดงหรือสีน้ำเงินติดไว้ที่วันหยุดของตัวเอง วิธีนี้จะทำให้ทุกคนรู้ว่าใครจะลาเมื่อไร ถ้าใครมีวันหยุดซ้อนกันจะได้ไปปรึกษากันเพื่อเปลี่ยนวันหยุด</li></ul></li></ul><ul><li>วางสมาร์ทโฟนแล้วไปเดินเล่นกัน<ul><li>ถ้าเครียดจากเรื่องงาน ให้ลองออกไปเดินเล่นข้างนอกดูบ้าง</li></ul></li></ul><ul><li><strong>ครอบครัวมาเป็นที่หนึ่ง *</strong><strong></strong></li></ul><ul><li><strong>จัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้ดี *</strong><strong></strong><ul><li>สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดีส่งผลต่อ Productivity จริงๆ</li></ul></li></ul><ul><li><strong>มีน้ำใจมากขึ้น *</strong><strong></strong></li></ul><ul><li><strong>ยอมรับวิธีการทำงานที่หลากหลาย *</strong><strong></strong></li></ul><ul><li><strong><u>อย่าเอาชีวิตไปยึดติดกับงาน **</u></strong><strong><u></u></strong><ul><li>คนญี่ปุ่นเดินตามทางที่สังคมปูไว้มาโดยตลอด พอถึงเวลาที่ชีวิตต้องเปลี่ยนกะทันหัน คนจำนวนไม่น้อยจึงยังค้นหาความหมายของชีวิตไม่เจอ</li></ul><ul><li>สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต คือ “ประสบการณ์”<br><br></li></ul></li></ul></li></ul>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="750" src="https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปหนังสือ-คิดแบบเยอรมัน-ลงมือทำแบบญี่ปุ่น-3.jpg" alt="สรุปหนังสือ - คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น 3" class="wp-image-3071" srcset="https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปหนังสือ-คิดแบบเยอรมัน-ลงมือทำแบบญี่ปุ่น-3.jpg 1000w, https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปหนังสือ-คิดแบบเยอรมัน-ลงมือทำแบบญี่ปุ่น-3-300x225.jpg 300w, https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปหนังสือ-คิดแบบเยอรมัน-ลงมือทำแบบญี่ปุ่น-3-768x576.jpg 768w" sizes="auto, (max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /><figcaption>สรุปหนังสือ &#8211; คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น 3</figcaption></figure>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="750" src="https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปหนังสือ-คิดแบบเยอรมัน-ลงมือทำแบบญี่ปุ่น-2.jpeg" alt="สรุปหนังสือ - คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น 2" class="wp-image-3070" srcset="https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปหนังสือ-คิดแบบเยอรมัน-ลงมือทำแบบญี่ปุ่น-2.jpeg 1000w, https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปหนังสือ-คิดแบบเยอรมัน-ลงมือทำแบบญี่ปุ่น-2-300x225.jpeg 300w, https://karnlab.com/wp-content/uploads/2020/11/สรุปหนังสือ-คิดแบบเยอรมัน-ลงมือทำแบบญี่ปุ่น-2-768x576.jpeg 768w" sizes="auto, (max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /><figcaption>สรุปหนังสือ &#8211; คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น 2</figcaption></figure>



<p class="wp-block-paragraph">ตอนท้ายของหนังสือผู้เขียนได้เสนอ “7 เทคนิคทำงานเก่งทันที ตั้งแต่วันพรุ่งนี้” ซึ่งผมว่ามีประโยชน์มากเลยครับ (ถ้าใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้ อยากให้อ่านตรงนี้ก่อนเลย เพราะหลายข้อเราสามารถนำไปใช้ได้จริงทันที)</p>



<ol class="wp-block-list" type="1"><li>คุยงานกันแบบตัวต่อตัวระหว่างมื้อกลางวัน<br>&#8211; พูดง่ายๆ คือ ช่วงมื้อกลางวัน ควรไปทานข้าวกับเพื่อนร่วมงานบ้าง หรือจะไปกินข้าวกับเพื่อนต่างแผนกก็ได้ เราจะได้สามารถปรึกษาเรื่องงานกับเพื่อน หรือ รับรู้ความเป็นไปของเพื่นอแผนกอื่นได้</li><li>ตั้งเป้าหมายการประชุมให้ชัดเจน<br>&#8211; กำหนดให้ชัดเจนไปเลยว่า เราต้องการอะไรจากการประชุมครั้งนี้ เชิญเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องจริงๆ มาประชุม และต้องประชุมภายในเวลาที่กำหนด</li><li>ตัดสินใจวันนี้ ลงมือทำพรุ่งนี้<br>– ก่อนจะทำงานในแต่ละวัน เราต้องวางแผนว่าวันนี้เราจะทำอะไรบ้าง</li><li>ลิสต์ “งาน 3 อย่างของวันนี้” ให้เป็นนิสัย</li><li>ลองประชุมนอกสถานที่บ้าง (เปลี่ยนบรรยากาศ)</li><li>เปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน (ลองทำอะไรใหม่ๆ)</li><li>หาเวลาพักผ่อนให้ตัวเอง</li></ol>
<p>The post <a href="https://karnlab.com/review-productivity-germany-japan/">สรุปแนวคิดน่าสนใจจากหนังสือ &#8211; Productivity คิดแบบเยอรมัน ลงมือทำแบบญี่ปุ่น</a> appeared first on <a href="https://karnlab.com">KarnLab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://karnlab.com/review-productivity-germany-japan/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รีวิวหนังสือ – Mindset ใช้ความคิด เอาชนะโชคชะตา (ตอนที่ 3)</title>
		<link>https://karnlab.com/review-mindset-book-3/</link>
					<comments>https://karnlab.com/review-mindset-book-3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Apr 2019 04:41:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รีวิวหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[Mindset]]></category>
		<category><![CDATA[กรอบคิด]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[สรุป]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://karnlab.com/?p=3051</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทที่ 7 &#8211; พ่อแม่ ครู และโค้ช : กรอบคิดมาจากไหน การชื่นชมสติปัญญาของเด็กเป็นอันตรายต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้และผลงานของพวกเขา ถ้าพ่อแม่อยากให้ของขวัญลูก สิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเข้าทำได้คือ สอนให้ลูกรักความท้าทาย รู้จักใช้ความผิดพลาดเป็นแรงกระตุ้น สนุกกับการพยายาม และหมั่นเรียนรู้อยู่ตลอด วิธีนี้ช่วยให้ลูกไม่ตกเป็นทาสของคำชม พวกเขาจะรู้จักวิธีสร้างและซ่อมแซมความมั่นใจไปตลอดชีวิต เราสามารถชื่นชมพวกเข้าได้มากเท่าที่ต้องการ ตราบใดที่มันเป็นคำชมเรื่องกระบวนการที่เน้นการพัฒนา ซึ่งหมายถึงสิ่งที่พวกเขาทำสำเร็จด้วยการฝึกฝน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://karnlab.com/review-mindset-book-3/">รีวิวหนังสือ – Mindset ใช้ความคิด เอาชนะโชคชะตา (ตอนที่ 3)</a> appeared first on <a href="https://karnlab.com">KarnLab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading">บทที่ 7
&#8211; พ่อแม่ ครู และโค้ช : กรอบคิดมาจากไหน</h2>



<ul class="wp-block-list"><li>การชื่นชมสติปัญญาของเด็กเป็นอันตรายต่อแรงจูงใจในการเรียนรู้และผลงานของพวกเขา</li><li>ถ้าพ่อแม่อยากให้ของขวัญลูก
สิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเข้าทำได้คือ สอนให้ลูกรักความท้าทาย
รู้จักใช้ความผิดพลาดเป็นแรงกระตุ้น สนุกกับการพยายาม และหมั่นเรียนรู้อยู่ตลอด
วิธีนี้ช่วยให้ลูกไม่ตกเป็นทาสของคำชม
พวกเขาจะรู้จักวิธีสร้างและซ่อมแซมความมั่นใจไปตลอดชีวิต</li><li>เราสามารถชื่นชมพวกเข้าได้มากเท่าที่ต้องการ
ตราบใดที่มันเป็นคำชมเรื่องกระบวนการที่เน้นการพัฒนา
ซึ่งหมายถึงสิ่งที่พวกเขาทำสำเร็จด้วยการฝึกฝน การศึกษา ความุ่งมั่น
และการมีกลยุทธ์ที่ดี</li><li>“จงปกป้องพวกเขาจากความล้มเหลว”
ถึงแม้มันอาจจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องความผิดหวังของเด็กๆ ได้ในทันที
แต่มันก็เป็นอันตรายในระยะยาว</li><li>เด็กๆ
จำเป็นต้องได้ข้อมูลป้อนกลับที่จริงใจและเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ ถ้าเด็กๆ
ถูกปกป้องจากข้อมูลป้อนกลับเหล่านี้ พวกเขาจะเรียนรู้ได้ไม่ดีนัก</li><li>จำไว้ว่าอย่าตัดสิน แต่จงสอน
เพราะมันเป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่ง</li><li>เรามักคิดว่าการใช้ความรุนแรงจะถูกส่งต่อไปยังคนอื่นก็ต่อเมื่อเหยื่อของความรุนแรงนั้นเติบโตไปเป็นพ่อแม่
แต่จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า เด็กเรียนรู้บทเรียนตั้งแต่เล็กและลงมือทำตามนั้น</li><li>ครั้งต่อไปที่ต้องลงโทษลูกๆ
ให้คุณถามตัวเองก่อนว่า อะไรคือสารที่ฉันกำลังจะส่งออกไป ฉันจะตัดสินและลงโทษลูก
หรือจะช่วยให้ลูกรู้จักคิดและเรียนรู้</li><li>นักศึกษาที่ประสบความสำเร็จคือคนที่มีเป้าหมายหลักเป็นการขยายขอบเขตองค์ความรู้
รวมถึงวิธีคิด และวิธีสำรวจโลกใบนี้ พวกเขาไม่ได้มองว่าคะแนนคือจุดสิ้นสุดของอะไรบางอย่าง
แต่มองว่ามันคือสิ่งที่จะช่วยให้พวกเขาพัฒนาตนเอง</li><li>“ครูที่ดีคือครูที่ยังเรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน”</li><li>ในแต่ละวัน
คุณต้องพยายามให้ตัวเองเก่งขึ้นทีละนิด
เมื่อคุณพยายามทำสิ่งที่จะทำให้คุณเก่งขึ้นทีละนิดติดต่อกัน คุณก็จะกลายเป็นคนที่เก่งขึ้นมาก</li><li>คำถามที่ว่าฉันชนะหรือแพ้
ล้วนเป็นคำถามที่ผิด คำถามที่ถูกต้องคิด ฉันพยายามเต็มที่แล้วหรือยัง</li><li>ครูที่ยอดเยี่ยมเชื่อในเรื่องการพัฒนาพรสวรรค์และสติปัญญา
แถมยังหลงใหลในกระบวนการเรียนรู้ด้วย</li><li>แทนที่จะขอให้พวกเขาทำโดยไม่ผิดพลาด
จงขอให้พวกเขาทุ่มเทอย่างเจ็มที่ และพยายามสุดความสามารถ</li></ul>



<h2 class="wp-block-heading">บทที่ 8
&#8211; เปลี่ยนกรอบคิด</h2>



<ul class="wp-block-list"><li>เมื่อก่อนแม็กกี้คิดว่า อย่าลงมือทำ
อย่าเรียนวิชาการเขียน อย่าเอางานเขียนของเธอให้คนอื่นอ่าน
มันไม่คุ้มที่จะเสี่ยงหรอก ความฝันของเธออาจถูกทำลายได้ เพราะฉะนั้นจงปกป้องมันไว้
&#8230; แต่ตอนนี้เธอกลับคิดว่า ลุยเลย ทำให้ฝันของเธอเป็นจริง จงพัฒนาทักษะ
และไล่ตามความฝันของตัวเอง</li><li>ไม่ต้องกังวลเรื่องการเป็นคนฉลาดให้มากนัก
ไม่ต้องกังวลเรื่องการหลีกเลี่ยงความล้มเหลว นั่นเป็นการทำลายตัวเอง มาเริ่มทำงาน
มาเริ่มอ่านหนังสือ นอนให้เต็มอิ่ม และใช้ชีวิตตามปกติดีกว่า</li><li>เมื่อเราเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
การเชื่อมโยงเล็กๆ ในสมองจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวและแข็งแกร่งขึ้น
ยิ่งคุณท้าทายสมองให้เรียนรู้มากเท่าไร เซลล์สมองก็ยิ่งเติบโตมากขึ้นเท่านั้น</li><li>ฉันอยากให้คุณลองนึกถึงสิ่งที่ต้องทำ
สิ่งที่อยากเรียนรู้ หรือปัญหาที่ต้องเผชิญ แล้วลองเขียนแผนการที่เป็นรูปธรรมออกมา
โดยระบุว่าจะทำตามแผนการนั้นเมื่อไร จะทำมันที่ไหน และจำทำมันอย่างไร
คุณต้องนึกถึงแผนการดังกล่าวแบบลงรายละเอียดชัดเจน</li><li>ก้าวไปข้างหน้าด้วยกรอบคิดแบบพัฒนาได้
&#8211; ลองนึกถึงเป้าหมายของคุณและดูว่า คุณจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้เป้าหมายนั้นกลายเป็นจริง
คุณสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จ</li></ul>



<p class="wp-block-paragraph"> สำหรับรีวิวหนังสือเล่มนี้ สามารถติดตามได้ที่นี่ครับ <a href="https://karnlab.com/review-mindset-book-1">https://karnlab.com/review-mindset-book-1 </a></p>
<p>The post <a href="https://karnlab.com/review-mindset-book-3/">รีวิวหนังสือ – Mindset ใช้ความคิด เอาชนะโชคชะตา (ตอนที่ 3)</a> appeared first on <a href="https://karnlab.com">KarnLab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://karnlab.com/review-mindset-book-3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รีวิวหนังสือ – Mindset ใช้ความคิด เอาชนะโชคชะตา (ตอนที่ 2)</title>
		<link>https://karnlab.com/review-mindset-book-2/</link>
					<comments>https://karnlab.com/review-mindset-book-2/#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Apr 2019 04:38:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รีวิวหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[Mindset]]></category>
		<category><![CDATA[กรอบคิด]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[สรุป]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://karnlab.com/?p=3042</guid>

					<description><![CDATA[<p>บทที่ 4 &#8211; กีฬา : กรอบคิดของผู้ชนะ คุณสมบัติที่ฮีโร่ควรมี คือ เมื่อเขา/เธอพ่ายแพ้ จะรู้สึกหวาดหวั่น แต่จากนั้นก็จะลุกขึ้นสู้ และคว้าชัยชนะได้ในที่สุด ไม่มีใครคิดว่า ตัวเองเป็นคนพิเศษที่เกิดมาเป็นผู้ชนะ พวกเขาคือคนที่ฝึกฝนอย่างหนัก เรียนรู้วิธีรักษาสมาธิภายใต้แรงกดดัน และท้าทายตัวเองให้ทำสิ่งที่เกินความสามารถปกติเมื่อถึงยามจำเป็น คนที่มีกรอบคิดแบบพัฒนาได้มองว่า ความสำเร็จมาจากการพยายามอย่างเต็มที่ การเรียนรู้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://karnlab.com/review-mindset-book-2/">รีวิวหนังสือ – Mindset ใช้ความคิด เอาชนะโชคชะตา (ตอนที่ 2)</a> appeared first on <a href="https://karnlab.com">KarnLab</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading">บทที่ 4
&#8211; กีฬา : กรอบคิดของผู้ชนะ</h2>



<ul class="wp-block-list"><li>คุณสมบัติที่ฮีโร่ควรมี คือ
เมื่อเขา/เธอพ่ายแพ้ จะรู้สึกหวาดหวั่น แต่จากนั้นก็จะลุกขึ้นสู้
และคว้าชัยชนะได้ในที่สุด</li><li>ไม่มีใครคิดว่า
ตัวเองเป็นคนพิเศษที่เกิดมาเป็นผู้ชนะ พวกเขาคือคนที่ฝึกฝนอย่างหนัก
เรียนรู้วิธีรักษาสมาธิภายใต้แรงกดดัน
และท้าทายตัวเองให้ทำสิ่งที่เกินความสามารถปกติเมื่อถึงยามจำเป็น</li><li>คนที่มีกรอบคิดแบบพัฒนาได้มองว่า
ความสำเร็จมาจากการพยายามอย่างเต็มที่ การเรียนรู้ และการพัฒนาตนเอง</li><li>คนที่มีกรอบคิดแบบพัฒนาได้มองว่า ความล้มเหลวเป็นแรงจูงใจ
เป็นข้อมูล และเป็นคำเตือน</li><li>คนที่มีกรอบคิดแบบพัฒนาได้
จะทำตามกระบวนการที่ก่อให้เกิดและคงไว้ซึ่งความสำเร็จ (ระเบียบวินัย)</li><li>การเป็นคนดัง/ดาวเด่น
ไม่ได้ตัดสินกันที่ผมแพ้ชนะ แต่เป็นการสู้ด้วยทุกสิ่งที่ตัวเองมี</li></ul>



<h2 class="wp-block-heading">บทที่ 5
&#8211; ธุรกิจ : กรอบคิดกับความเป็นผู้นำ</h2>



<ul class="wp-block-list"><li>นักวิจัยมองเห็น “ทิฐิ”
ในตัวผู้นำมากกว่า 2 ใน 3 จากทั้งหมด ทิฐินี้ทำให้บริษัทล่มสลายนเร็วขึ้น
หรือทำให้บริษัทชั้นนำกลายเป็นบริษัทชั้นรอง</li><li>โรคซีอีโอ คือ
อันตรายจากกรอบคิดแบบตายตัวที่ทำให้พวกเขารับรู้แต่เรื่องดีๆ
เกี่ยวกับความสำเร็จของบริษัท (และความสมบูรณ์แบบของตัวซีอีโอเอง)
โดยไม่สนใจสัญญาณเตือนใดๆ</li><li>ซีอีโอที่ดีจะไปเยี่ยมออฟฟิศและโรงงาน
เพื่อรับฟังปัญหาจากพนักงานอย่างสม่ำเสมอ พวกเขาคือคนที่ซีอีโอเคารพ เรียนรู้
และเอาใสใส่</li><li>ซีอีโอที่ดีจะเน้นการทำงานเป็นทีม</li><li>ความมั่นใจในตัวเองที่แท้จริง คือ
ความกล้าที่จะเปิดในยอมรับการเปลี่ยนแปลงและแนวคิดใหม่ๆ
ไม่ว่ามันจะมาจากที่ใดก็ตาม</li><li>เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกแย่ที่ตัวเองทำเรื่องผิดพลาด
หน้าที่ของซีอีโอคือช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นเรื่องนี้ไปให้ได้</li><li>ความสำเร็จเกิดจากการพร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทาย
การแสดงความมุมานะ รวมถึงการยอมรับและแก้ไขข้อผิดพลาด</li><li>สมองของคนเราสามารถพัฒนาได้ตลอดชีวิต
รวมถึงคนเราพัฒนาความสามารถได้ หากได้รับการชี้แนะและฝึกฝน</li></ul>



<h2 class="wp-block-heading">บทที่ 6
&#8211; ความสัมพันธ์ : กรอบคิดด้านความรัก</h2>



<ul class="wp-block-list"><li>คนที่มีกรอบคิดแบบตายตัวจะรู้สึกว่าถูกตัดสินและตราหน้าเมื่ออีกฝ่ายเดินจากไป
(รวมไปถึงความแค้นในใจที่ก่อตัวขึ้นมา)</li><li>คนที่มีกรอบคิดแบบพัฒนาได้
การเลิกราเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ การให้อภัย และการเดินหน้าต่อไป</li><li>ผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า
“ฉันไม่ใช่นักบุญ แต่ฉันรู้ว่าถ้าอยากให้จิตใจสงบก็ต้องให้อภัยเขา
แล้วลืมเรื่องที่เกิดขึ้นซะ เขาทำร้ายฉัน แต่ฉันยังมีชีวิตทั้งชีวิตรออยู่
ฉันต้องแย่แน่ถ้ายังจมปลักอยู่กับอดีต วันหนึ่งฉันก็คิดได้ว่า ‘ขอให้เขาโชคดี และก็ขอให้ตัวเองโชคดีด้วย’ ”</li><li>“ฉันต้องแย่แน่
ถ้ามัวแต่หดหู่อยู่แบบนี้”
(บางทีนี้อาจเป็นคำพูดติดปากของคนที่มีกรอบคิดแบบพัฒนาได้)</li><li>ความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนเกิดขึ้นจากความพยายามและการรับมือกับความแตกต่างของแต่ละฝ่าย</li><li>ไม่มีอะไรจะทำให้คู้รักเดือดดาลได้มากไปกว่าการถูกละเมิดสิทธิ
และการที่อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิในสิ่งที่คุณไม่คิดว่าเขาหรือเธอควรมี</li><li>การเลือกคนรักคือการเลือกปัญหาจำนวนหนึ่งเข้ามาในชีวิต
ไม่มีผู้สมัครคนไหนไร้ปัญหา เคล็ดลับก็คือ จงยอมรับข้อจำกัดของกันและกัน
แล้วสร้างความสัมพันธ์ขึ้นจากจุดนี้</li><li>ปัญหาหลายอย่างเกิดจากการสื่อสาร
ไม่ได้เกิดจากบุคลิกภาพหรือนิสัย แต่คนที่มีกรอบคิดแบบตายตัวมักโทษสองสิ่งนี้</li><li>จุดประสงค์ของการแต่งงาน คือ
การสนับสนุนพัฒนาการของคนรัก และได้รับแรงสนับสนุนจากคนรัก</li><li>เพื่อนจะช่วยเตือนสติและกระตุ้นให้เรากล้าทำในสิ่งที่ช่วยให้เราเติบโต
เพื่อนจะช่วยยืนชันคุณสมบัติดีๆ ของกันและกัน ถึงแก้การชื่นชมจะเป็นอันตราย
แต่บางครั้งเราก็ต้องการคำยืนยันเพื่อสร้างความมั่นใจ</li><li>ทุกคนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ถ้าคุณมองหาแต่คนที่ดีพร้อม คุณจะมีเพื่อนน้อยมาก อย่างไรก็ตาม
คนประเภทเดียวที่เธอจะไม่ทนก็คือคนที่ทำให้เธอรู้สึกแย่กับตัวเอง</li><li>สุภาษิตโบราณบอกไว้ว่า
ในยามลำบากคุณจะรู้ว่าใครคือเพื่อนแท้ แน่นอนว่าคำพูดนี้มีประโยชน์มาก
ลองนึกดูว่าใครจะอยู่เคียงข้างคุณในยามที่คุณประสบปัญหา &#8230; </li><li>&#8230; แต่คำถามที่ยากกว่านั้นคือ
คุณสามารถหันไปหาใครในเวลาที่มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น เวลาที่คุณได้เจอคนรักที่ยอดเยี่ยม
ได้งานดีๆ ได้เลื่อนขั้น ใครจะยินดีรับฟังเรื่องเหล่านี้</li><li>คนที่มีกรอบคิดแบบตายตัวและคนที่มีกรอบคิดแบบพัฒนาได้เผชิญสถานการณ์เดียวกันด้วยทัศนคติที่แตกต่างกัน
กลุ่มหนึ่งอ้าแขนรับความท้าทาย ส่วนอีกกลุ่มกลัวที่จะต้องเสี่ยง</li><li>จงพยายามมองปัญหาด้วยกรอบคิดแบบพัฒนาได้
กล่าวคือ ปัญหาสามารถทำให้คุณและคนรักเข้าอกเข้าใจกันมากยิ่งขึ้น
จงเปิดโอกาสให้คนรักได้แสดงความคิดเห็นในมุมมองที่ต่างออกไป
จากนั้นก็รับฟังอย่างตั้งใจ รวมถึงพูดคุยกับเขาหรือเธอด้วยความอดทนและเอาใจใส่
คุณอาจแปลกใจที่การทำแบบนี้ช่วยให้คุณใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น</li></ul>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับสรุปเนื้อหาตอนต่อไป สามารถติดตามต่อได้ที่นี่ครับ <a href="https://karnlab.com/review-mindset-book-3">https://karnlab.com/review-mindset-book-3</a></p>
<p>The post <a href="https://karnlab.com/review-mindset-book-2/">รีวิวหนังสือ – Mindset ใช้ความคิด เอาชนะโชคชะตา (ตอนที่ 2)</a> appeared first on <a href="https://karnlab.com">KarnLab</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://karnlab.com/review-mindset-book-2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>2</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>

<!--
Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: https://www.boldgrid.com/w3-total-cache/?utm_source=w3tc&utm_medium=footer_comment&utm_campaign=free_plugin

Page Caching using Disk: Enhanced 

Served from: karnlab.com @ 2026-07-12 02:22:13 by W3 Total Cache
-->