ถ้าเราเป็นเจ้าของร้านหนังสือ ทำยังไงจะทำให้คนกลับมาเข้าร้านหนังสืออีกครั้ง

เท่าที่จำความได้ สมัยเด็กๆ เราชอบไปอ่านหนังสือหรือดูหนังสือใหม่ๆ ที่ร้านซีเอ็ด เพราะรู้สึกว่ามีหนังสือให้เลือกเยอะและหลากหลาย / เรียกได้ว่า ทุกครั้งที่ไปห้างกับป๊าม้า เราจะต้องขอวาร์ปไปร้านหนังสือ เพื่อเดินดูหนังสือ / กับ นอกจากเล่นเกมส์อยู่บ้าน ก็มาดูๆ หนังสือที่ร้านหนังสือแหละ ดูมีประโยชน์ กับทำตัวให้มีสาระบ้าง 555

มาที่ตัวธุรกิจร้านหนังสือเอง ในมุมคนนอกวงการอย่างผม ผมมองว่าสมัยก่อนซีเอ็ดคือร้านหนังสือรายใหญ่(มาก) และยังเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ เรียกว่าหนังสือดีๆ น่าอ่าน ซีเอ็ดควบคุมได้ทั้ง ต้นน้ำ (สำนักพิมพ์/ลิขสิทธิ์) กลางน้ำ (โกดัง/ขนส่ง) ปลายน้ำ (ร้านหนังสือ)

สมัยก่อน ถ้าผมอยากซื้อหนังสืออะไร ซีเอ็ดมีหนังสือแทบจะทุกเล่มทึ่ผมอยากได้ (ยกเว้นหนังสือต่างประเทศ) แต่พอมาถึงช่วงหนึ่ง น่าจะเป็นช่วงที่ผมเรียนมัธยม ก็มีคู่แข่งร้านหนังสือหน้าใหม่ปรากฎตัว เช่น นายอินทร์ B2S Kinokuniya

สมัยนั้นที่ผมพอจะจำความได้ นายอินทร์เน้นขายหนังสือนิยาย ; B2S เน้นขายเครื่องเขียน/อุปกรณ์สำนักงาน ; Kinokuniya เป็นร้านหนังสือญี่ปุ่น หนังสือภาษาอังกฤษ

ตอนที่ผมเรียนโรงเรียนมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยแถวๆ ศูนย์การค้าสยามสแควร์ ผมแวะร้าน Kinokuniya แถบทุกสัปดาห์ เพราะนี้มันสวรรค์ของคนรักหนังสือชัดๆ หนังสือมีให้เลือกมากกว่าซีเอ็ด แถมยังมีหนังสือต่างประเทศให้ผมเลือกดูอีกด้วย การจัดบรรยากาศร้านและการวางหนังสือ ก็ให้ความรู้สึกเหมือนห้องสมุดขนาดใหญ่ ที่มีหนังสือดีๆ น่าอ่านเต็มไปหมด (จะขาดก็แต่โต๊ะและเก้าอี้สำหรับนั่งอ่านหนังสือ แต่แบบนั้นหลายคนน่าจะไปอ่านฟรีเสียมากกว่า)

สมัยที่ผมทำงานแล้ว ก็ยังแวะร้าน Kinokuniya แทบทุกสัปดาห์ มีซื้อนิยาย ซื้อหนังสือไทยและเทศเกือบจะทุกเดือน เรียกได้ว่าเป็นเวลากว่า 10 ปีที่ผมแทบไม่ได้แวะร้านซีเอ็ดเลย และก็เป็นเวลาเดียวกับที่ผมสังเกตว่าร้านซีเอ็ดเริ่มปิดตัวลงไปเรื่อยๆ

และก็มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการร้านหนังสือ คือ การแพร่ระบาดของโรคไวรัส COVID-19 ห้างสรรพสินค้าต้องปิดให้บริการ เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด รวมถึงร้านหนังสือด้วย / เมื่อหน้าร้านขายหนังสือไม่ได้ ร้านหนังสือก็ต้องปรับตัวมาขายผ่านทางออนไลน์ ซึ่งแน่นอนว่าช่วงนั้นก็มีส่วนลดจากราคาปก 10% 20% 30% … เพื่อจูงใจให้คนซื้อหนังสือ

ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในคนที่ชอบซื้อหนังสือราคาถูกนะครับ แต่ผมจะซื้อเฉพาะเล่มที่คิดว่าน่าอ่านจริงๆ ซึ่งมันทำให้ผมนึกถึงจุดเด่นและประสบการณ์ของการซื้อหนังสือหน้าร้านที่หายไป จากการซื้อหนังสือออนไลน์ นั่นคือ การได้ยืนจ้องหนังสือที่ชั้นวางหนังสือ และเลือกหยิบหนังสือที่น่าสนใจ ได้ลองเปิดอ่านคร่าวๆ ทุกเล่ม ถูกใจก็หยิบไปจ่ายเงินซื้อกลับบ้าน ไม่ถูกใจเล่มไหน ก็แค่เอากลับไปวางที่เดิม / แต่พอเป็นการซื้อหนังสือออนไลน์ จริงอยู่ที่มันราคาถูก แต่ถ้าหนังสือเล่มนั้นไม่เคยมีใครแนะนำ บางทีเราอาจจะไม่ได้อ่านหนังสือเล่มหรือหยิบขึ้นมาดูคร่าวๆ เลย

กลับมาที่ประเด็นที่ว่า แล้วถ้าผมเป็นเจ้าของร้านซีเอ็ด ผมจะทำให้คนกลับมาเข้าร้านหนังสือหรือซื้อหนังสืออย่างไร?

ประเด็นแรก ผมคิดว่าด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ผู้คนคงไม่เข้ามาซื้อหนังสือที่ร้านหนังสือเหมือนเดิมแล้ว เพราะทุกคนสามารถเลือกซื้อสินค้าต่างๆ ได้บนมือถือ แถมราคายังถูกกว่าหน้าร้านอีก ส่งฟรีอีกด้วย แล้วใครจะอยากมาจ่ายราคาเต็ม แถมยังต้องเสียเวลาเดินทางและค่าน้ำมันอีก / แต่ผมว่าตัวร้านหนังสือเอง สามารถปรับปรุงการให้บริการหรือให้ประสบการณ์เป็นสถานที่สำหรับอ่านหนังสือ หรือเป็นคอมมูนิตี้คาเฟ่ของคนอ่านหนังสือได้มาเจอกัน ปรับปรุงตัวเองมีโชว์รูมหนังสือ ปรับปรุงวิธีการนำเสนอหนังสือ / ส่วนช่องทางการจัดจำหน่าย ก็คงต้องกระจายไปทางออนไลน์ที่ผู้คนซื้อสะดวก

ประเด็นที่สอง การจัดการต้นทุนภายในร้าน อันนี้ผมไม่รู้ว่าการบริหารจัดการภายในเป็นอย่างไร อันนี้ต้องเป็นเรื่องของแต่ละองค์กรเอง

ประเด็นที่สาม ราคาหนังสือแพงขึ้น แต่ค่าครองชีพของเรายังเท่าเดิม ก็ทำให้ผู้คนซื้อหนังสือได้ยากขึ้นเช่นกันครับ ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท แต่ค่าหนังสือก็ 300 กว่าบาทไปแล้ว มันก็ยากที่จะซื้อเช่นกัน (อันนี้เป็นกฎธรรมชาติเลยว่า สินค้าราคาถูกน่าจะมีคนที่อยากซื้อมากขึ้น)

ประเด็นที่สี่ คุณภาพของหนังสือ (เทียบกับราคาหนังสือ) ผมว่ายุคหลังหนังสือหลายเล่ม เนื้อหาจริงๆ แทบไม่มีอะไรเลย แค่จัดรูปเล่มให้สวยงาม และใส่พื้นที่ว่างเยอะๆ / หางานเขียนคนไทยดีๆ ได้ยากขึ้นในยุคนี้ ส่วนงานหนังสือแปลเอง แม้กระทั่งการแปลนิยาย ผมก็มองวว่าคุณภาพการแปลด้อยลงกว่าเมื่อก่อน / อีกทั้งผู้บริโภคหรือคนที่พร้อมและมีกำลังจ่ายเงินซื้อหนังสือ หลายคนก็อ่านภาษาอังกฤษออก บางเล่มต้นฉบับ ราคาถูกกว่าเวอร์ชันแปลไทยอีก ถ้าเป็นผม ผมก็อยากซื้อต้นฉบับมาอ่านเอง ตีความเอง ไม่ต้องผ่านการตีความจากผู้แปล

สุดท้าย ผมเคยได้ยินคำถามว่าคนไทยเราอ่านหนังสือกันน้อยลงหรือไม่ แต่ผมกลับมองว่า ผู้คนยังอ่านหนังสือเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนรูปแบบการอ่าน จากการอ่านหนังสือเล่มๆ ไปอ่าน E-Book หรืออ่านบทความเนื้อหาดีๆ ฟรีๆ บนโลกโซเชียลกันมากขึ้นเช่นกัน นี่ยังไม่รวมคอนเทนต์ประเภทคลิปวิดีโอสั้นๆ ยาวๆ ที่บางคลิปก็มีประโยชน์ให้สาระแบบเดียวกันกับที่หนังสือมอบให้ และบางครั้งการเห็นเป็นภาพก็อาจจะดีกว่าตัวหนังสือเสียด้วย (ที่สำคัญหลายคลิปก็ฟรี แถมยังมีสรุปหนังสือให้เราฟังอีก ไม่ต้อเสียเวลาอ่าน)

สุดท้ายจริงๆ ผมมองว่ารูปแบบการเสพเนื้อหาความรู้ของผู้คนเปลี่ยนไป ธุรกิจร้านหนังสือ (ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ) ก็ต้องปรับตัวไปตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป หากยังต้องการอยู่ในธุรกิจนี้ครับ

Scroll to Top