รีวิวหนังสือ

รีวิวหนังสือ เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน

หนังสือ เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน เล่มนี้เขียนโดยคุณกวี ชูกิจเกษม นักลงทุนสไตล์ VI ท่านหนึ่ง – ผมรู้จักคุณกวีว่าเป็นนักวิเคราะห์ของหลักทรัพย์กสิกรไทยเพราะเห็นทางโทรทัศน์และ Facebook บ่อยๆ – ครั้งหนึ่งเคยไปนั่งฟังคุณกวีบรรยายที่กสิกรสำนักงานใหญ่ แถวซอยอารีย์ ซึ่งผมเองก็ประทับใจในการพูดของคุณกวีนะครับ (ตอนนั้นจำได้ว่าคุณกวีเชียร์เรื่อง DCA อยู่)

หนังสือเล่มนี้เป็นอีกหนึ่งเล่มที่อธิบายเกี่ยวกับการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) โดยมุ่งเน้นในการหาบริษัทดีๆ ซื้อในราคาที่เหมาะสม (ถ้าจะให้ดีต้องราคาถูก) แล้วถือไปยาวๆ เป็น 10 ปี

ช่วงแรกของหนังสือเล่มนี้อ่านสนุกใช้ได้เลยครับ แต่ช่วงกลางเล่มที่เข้าสู่วิชาการ พร้อมยกตัวอย่างหุ้นที่ดี 9 ตัว อาจจะง่วงๆ มึนๆ นิดหน่อยนะครับ แต่ถ้าสามารถอ่านมาได้จนจบ เราก็จะได้อีกหนึ่งแนวคิดในการเลือกหุ้นพื้นฐานดีที่น่าสนใจกันเลยทีเดียวเชียวละครับแหม่

เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน หลังปก
เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน หลังปก

หนังสือเล่มนี้หนานประมาณ 200 หน้า เนื้อหาในหนังสือแบ่งออกเป็น 12 บท คือ

  • รู้จักตัวตนของเราว่าเหมาะกับการลงทุนแบบไหน
  • ปรับนิสัยก่อนลงทุน
  • 6 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จในการลงทุน  (* นี่คือหัวใจของหนังสือเล่มนี้ครับ)
  • ขั้นตอนที่ 1 – หาหุ้นบริษัทดีเข้าพอร์ต
  • วิธีการหาบริษัทที่ดีไว้ลงทุนระยะยาว  (** ใครที่อยากได้วิธีเลือกบริษัทที่ดี บทนี้มีคำตอบให้ครับ แต่บทนี้ก็จะวิชาการสักนิด)
  • ขั้นตอนที่ 2 – ซื้อหุ้นเมื่อราคาถูก
  • ขั้นตอนที่ 3 – กระจายความเสี่ยง / ลงทุนหุ้นในจำนวนที่เหมาะสม
  • ขั้นตอนที่ 4 – ติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทที่เรานำเงินไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง
  • ขั้นตอนที่ 5 – ลงทุนระยะยาว ก็ลดความเสี่ยงได้แล้ว
  • ขั้นตอนที่ 6 – ศึกษาและค้นหาหุ้นดีอย่างต่อเนื่อง
  • ยอมรับข้อจำกัด / ลงทุนอย่างมีวินัย
  • ทำอย่างไรให้มีเงินซื้อหุ้นตลอด
เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน สารบัญ
เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน สารบัญ

สรุปเนื้อหา

(หมายเหตุ: เนื้อหาสรุปบางส่วน ผมมีเพื่อเติมโน้ตของผมเองเข้าไปด้วยนะครับ)

รู้จักตัวตนของเราว่าเหมาะกับการลงทุนแบบไหน

  • สไตล์การลงทุนมี 2 แบบ คือ นักเก็งกำไร และ นักลงทุน
  • นักเก็งกำไรแบ่งได้ 2 ประเภท คือ Momentum Investor และ Speculator
  • Momentum Investor คือ เก็งกำไรตามภาวะเศรษฐกิจ และแนวโน้มของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม
  • Speculator คือ เก็งกำไรโดยดูแนวโน้มราคา (และใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค) ไม่สนใจปัจจัยพื้นฐาน
  • แม้คุณกวีจะไม่ชอบการเก็งกำไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคนทำเงินได้จากการเก็งกำไรจริงๆ (ถ้าคิดจะมาสายนี้ต้องฝึกฝนการวิเคราะห์ให้เชี่ยวชาญ)
  • ข้อแนะนำสำหรับนักเก็งกำไร
    • เก็งกำไรแล้วผิดพลาดต้องถอย อย่าฝืนถือยาว
    • เก็งกำไรด้วยวินัย (stop loss / let profit run / take profit)
    • อย่าเก็งกำไรอย่างบ้าคลั่ง
    • เก็งกำไรด้วยเรื่องหรือเครื่องมืออะไร ก็ต้องขายด้วยสาเหตุนั้น
  • นักลงทุน คือ ผู้ที่ตั้งใจถือหุ้นในระยะยาว (ถึงยาวมาก) ตามปัจจับพื้นฐานของบริษัท ถ้าบริษัทนั้นยังดีอยู่ ก็ถือต่อไปเรื่อยๆ
  • นักลงทุน ก็แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ Value Investor และ Yield Investor
  • Value Investor เน้นลงทุนในปัจจัยพื้นฐานและการเติบโตของบริษัท (หุ้น VI)
  • Yield Investor เน้นลงทุนในบริษัทที่ให้ปันผลดีต่อเนื่องและสม่ำเสมอ (หุ้นห่านทองคำ)
  • แม้ว่าทั้ง Value และ Yield จะคล้ายกัน แต่ถ้าไปดูหุ้นที่พวกเขาถือ ต่างกันพอสมควรเลยครับ
เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน 1
เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน 1

ปรับนิสัยก่อนลงทุน

  • คุณสมบัติหรือนิสัยของนักลงทุนที่ดี สำคัญกว่า การค้นหาบริษัท/หุ้นที่ดี
  • ไม่ต้องเก่งระดับเซียนก็ประสบความสำเร็จในการลงุทนได้
  • ลงทุนอย่างมีความสุข – เมื่อเรามีความสุขจากการลงทุน เราจะหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
  • เงิน 1 ล้านจะเป็นเท่าไรในอีก 30 ปีข้างหน้า? – ผลตอบแทน (%) ที่ต่างกัน ทำให้ผลลัพธ์ในอนาคตต่างกันมหาศาล (the power of exponential)
  • จงศึกษาให้เก่ง และ กล้าที่จะตัดสินใจ
  • มองโลกในแง่บวก (แต่ก็ต้องอยู่บนความเป็นจริง)
  • อดทนต่อความล้มเหลวที่คุณอาจต้องประสบ
  • อดทนรอโอกาสที่เหมาะสมในการลงทุน
  • อดทนถือหุ้นในระยะยาว
  • อย่าพยายามคาดการณ์ทิศทางของตลาด
  • อย่าเชื่อคำแนะนำของผู้อื่น
  • รักษาสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง
เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน 2
เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน 2

6 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จในการลงทุน

  1. เลือกบริษัทที่ดี
  2. เลือกหุ้นที่ดี (หุ้นของบริษัทที่ดี ในราคาที่เหมาะสม)
  3. กระจายความเสี่ยง ด้วยการลงทุนหุ้นในจำนวนที่เหมาะสม
  4. ติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทที่เราลงทุน
  5. ลงทุนระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยง
  6. ค้นหาหุ้นดีๆ อย่างต่อเนื่อง

ขั้นตอนที่ 1 – หาหุ้นบริษัทดีเข้าพอร์ต / คุณสมบัติของบริษัทที่ดี

  • มีกำไรเติบโตสม่ำเสมอในระยะยาว
  • มีอำนาจต่อรองกับลูกค้าได้สูง
  • เป็นผู้นำในธุรกิจ
  • ลงทุนในธุรกิจที่ถนัด
  • มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง
  • ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากในอนาคต
  • ไม่พึ่งพาลูกค้ารายใหญ่รายเดียวในการสร้างรายได้
  • มีผู้บริหารมากฝีมือและธรรมาภิบาล
เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน 3
เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน 3

วิธีการหาบริษัทที่ดีไว้ลงทุนระยะยาว

  • การวิเคราะห์งบการเงิน
  • แม้ว่าบริษัทจะมีงบที่ดีแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่เข้าลักษณะการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้น ก็ยังไม่ควรจะลงทุนในบริษัทที่เรายังไม่เข้าใจ
  • งบการเงินประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ งบดุล (สิ้นปีเหลือทรัพย์สิน/หนี้สินเท่าไร) งบกำไรขาดทุน (ปีนี้ขายของได้กำไรไหม) งบกระแสเงินสด (ปีนี้ใช้เงินไปกับอะไรบ้าง)
  • สิ่งที่ยากคือการตีความ อัตราส่วนทางการเงิน
  • เราจะดูตัวเลขอัตราส่วนทางการเงินย้อนหลังไป 10 ปี
  • ** ปัจจุบันนี้ตัวเลขย้อนหลัง 10 ปี สามารถค้นหาง่ายๆ ได้ที่เว็บไซต์ https://www.finnomena.com/stock/CPALL ในช่องค้นหา สามารถพิมพ์ชื่อหุ้นที่เราสนใจไปได้เลยครับ
  • วิเคราะห์งบกำไรขาดทุน
    • วิเคราะห์กำไรสุทธิต่อหุ้น (Earning Per Share: EPS) ต้องมีตัวเลขที่เติบโตและมีความสม่ำเสมอในระยะยาว
    • วิเคราะห์อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin: GPM) ต้องมีตัวเลขที่สม่ำเสมอในระยะยาว (ถ้าจะให้ดีควรเพิ่มขึ้น)
    • วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ต้องมีตัวเลขที่สม่ำเสมอในระยะยาว (ถ้าจะให้ดีควรลดลง)
    • วิเคราะห์อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin: GPM) ต้องมีตัวเลขที่สม่ำเสมอในระยะยาว (ถ้าจะให้ดีควรเพิ่มขึ้น)
  • วิเคราะห์งบดุล
    • หนี้สิน คือ สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ของบริษัทที่ต้องการความมั่นคง
    • วิเคราะห์อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (Debt/Equity: D/E) ควรมีค่าน้อย หรือถ้าเพิ่มขึ้นก็ต้องมาดูว่าเงินที่กู้เพิ่มมานั้น เอาไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่
    • วิเคราะห์ผลตอบแทนต่อส่วนของเจ้าของ (Return on Equity: ROE) ควรมีค่าสูง มีความสม่ำเสมอ และถ้าจะให้ดีควรมีแนวโน้มเติบโตด้วย
    • วิเคราะห์ผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield)

ขั้นตอนที่ 2 – ซื้อหุ้นเมื่อราคาถูก

  • การซื้อหุ้นไม่เหมือนกับการซื้อสินค้า ห้ามใช้อารมณ์เหนือเหตุผล
  • ราคาพื้นฐานของหุ้น (Value) และราคาในตลาด (Price) ไม่ใช่ราคาเดียวกัน
  • วิเคราะห์อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E – ดูค่า P/E เฉลี่ยย้อนหลัง / ดูค่า P/E ของบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน / ดูค่า P/E ของตลาด (SET)
  • วิเคราะห์อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) – ในทางทฤษฎี หุ้นไม่ควรมีราคาเกิน P/BV = 1
    แต่ในความเป็นจริงหุ้นหลายตัวก็มีราคาเกิน P/BV ไปหลายเท่า
    แต่ถ้าคุณโชคดี เจอหุ้นที่ P/BV น้อยกว่า 1 มากๆ และเป็นหุ้นที่พื้นฐานดี เราก็จะได้ซื้อที่ราคาต่ำกว่าต้นทุน
  • ค่าบริษัทมีค่า ROE สูง หุ้นมีค่า P/E P/BV สูงด้วย ถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
  • หุ้นมีค่า ROE เท่าไร ก็ไม่ควรซื้อขายกันที่ P/E เกินค่า ROE
    เช่น ROE = 20% ค่า P/E ก็ไม่ควรเกิน 20 เท่า
    Notes: ถ้าใช้สูตรของ ดร.นิเวศน์ ค่า P/E ไม่ควรมีค่าเกิน %Growth of Profit (อัตราการเติบโตของผลกำไร)
    Notes: ถ้าใช้สูตรของ Benjamin Graham เมื่อเราได้ราคาประเมินแล้ว ควรซื้อเมื่อราคาลดลงมาถึง 0.6 – 0.8 เท่าของราคาประเมินนั้น เพื่อให้มี Margin of Safety
  • จากประสบการณ์ของคุณกวี ถ้าค่า P/BV ต่ำกว่า ROE / 5 ถือว่าหุ้นมีราคาถูก
    เช่น ROE = 20% ถ้า P/BV < 4 ถือว่าหุ้นมีราคาถูก
  • อย่าซื้อหุ้นเพียงเพราะแค่ชอบ ควรรอซื้อเมื่อราคาถูก เราจะได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว
  • เราสามารถซื้อหุ้นได้ก็ต่อเมื่อ
    • หุ้นของบริษัทที่ดี และราคาถูก โอกาสได้กำไรสูง
    • หุ้นของบริษัทที่ดี และราคาเหมาะสม โอกาสได้กำไรปานกลาง
    • หุ้นของบริษัทที่ดี และราคาแพง โอกาสได้กำไรน้อยลง

ขั้นตอนที่ 3 – กระจายความเสี่ยง / ลงทุนหุ้นในจำนวนที่เหมาะสม

  • ตามทฤษฎี การลงทุนมากกว่า 30 ตัวขึ้นไป สามารถลดความเสี่ยงได้
  • แต่ในทางปฏิบัติ เราควรลงทุนแค่ 10-15 ตัว ก็เพียงพอที่จะลดความเสี่ยงได้แล้ว (อย่าลืมว่าต้องกระจายลงทุนในอุตสาหกรรมที่ต่างกันด้วยนะครับ)

ขั้นตอนที่ 4 – ติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทที่เรานำเงินไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง

  • อัพเดตรายงานประจำปีของบริษัทที่เรานำเงินไปลงทุน
  • อัพเดตผลการดำเนินงานรายไตรมาส

ขั้นตอนที่ 5 – ลงทุนระยะยาว ก็ลดความเสี่ยงได้แล้ว

  • จากสถิติหากเราสามารถลงทุนได้นานพอ (มากกว่า 20 ปีขึ้นไป) ผลตอบแทนจะเป็นบวกเสมอ

ขั้นตอนที่ 6 – ศึกษาและค้นหาหุ้นดีอย่างต่อเนื่อง

  • กลับไปทำตามขั้นตอนที่ 1-5 ไปเรื่อยๆ

ยอมรับข้อจำกัด / ลงทุนอย่างมีวินัย

  • หากคิดว่าอ่านหนังสือการลงทุน การวิเคราะห์บริษัท การประเมินราคาหุ้น แล้วรู้สึกว่าเราไม่เข้าใจ เราไม่ชอบ ก็ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะปัจจุบันเราสามารถลงทุนในหุ้นได้ผ่านกองทุนรวมหุ้น ซึ่งเงินที่เรานำไปลงทุนจะได้รับการดูแลโดยผู้จัดการกองทุน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการลงทุนครับ
  • ผลตอบแทนที่เราได้รับจากกองทุนรวมหุ้น จะได้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดครับ (ซึ่งถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว อย่างน้อยผลตอบแทนดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากแน่ๆ แต่บางช่วงเวลาเงินต้นอาจจะลดลงนะครับ)
  • สำหรับกลยุทธ์ในการลงทุนกองทุนรวมคือ Dollar Cost Average: DCA ครับ คือ เราจะซื้อกองทุนรวมทุกเดือนในจำนวนเงินที่เท่าๆ กันไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องสนใจว่าตลาดหุ้นราคาจะขึ้นหรือลง วิธีนี้มีงานวิจัยมาแล้วครับว่า ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ไม่เลวร้ายแน่นอน

ทำอย่างไรให้มีเงินซื้อหุ้นตลอด

  • แบ่งเงินบางส่วนไปลงทุนตราสารหนี้ (หรือไม่ก็เก็บเงินสดไว้บ้าง) แล้วปรับอัตราส่วน Weight การลงทุน ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ
  • มีทฤษฎีด้วยนะครับว่า วัฏจักรเศรษฐกิจช่วงไหน ควรลงทุนอะไร เท่าไร แต่จะไม่ขอลงรายละเอียดในที่นี้

สรุป

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับผู้ที่สนใจการลงทุนแบบ VI และควรเป็นนักลงทุนที่พอมีพื้นฐานมาบ้าง เพราะเนื้อหากลางเล่มค่อนข้างวิชาการเลยทีเดียวครับ แต่ถ้าคุณอ่านเล่มนี้แล้วเข้าใจ คุณจะได้อีกหนึ่งวิธีการเลือกหุ้นที่เราสามารถจำไปใช้ได้ครับ

เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน หน้าปก
เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน หน้าปก

รายละเอียดหนังสือ

ชื่อหนังสือเพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน
ผู้เขียนกวี ชูกิจเกษม
สำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์
ปีที่พิมพ์2013

https://www.facebook.com/Kavee.Chukitkasem

https://www.se-ed.com/product/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%99.aspx?no=9786165156851

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *